posttoday
เงินบาทกลับทิศแข็งค่า หวนซ้ำเติมส่งออก

เงินบาทกลับทิศแข็งค่า หวนซ้ำเติมส่งออก

20 มกราคม 2560

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาแตะ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา เป็นความหวังของผู้ส่งออกของไทยที่อยากให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการส่งออกของไทย แม้จะไม่ถึงกับทำให้มีการขยายตัวเป็นเลข 2 หลักเหมือนที่ผ่านมา แต่รายได้เงินเหรียญสหรัฐจากการส่งออกเมื่อตีค่าเป็นเงินบาทที่อ่อนค่า ก็ยังพอทำให้ธุรกิจส่งออกมีรายได้เพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาท ซึ่งรวมถึงค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ก็กลับมาผันผวนและกลับทิศทางไปสู่แนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ออกมาแสดงความไม่พึงพอใจต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามาต่อเนื่องหลายครั้ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากว่าที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ ออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิพม์วอลสตรีท เจอร์นัล ย้ำว่า เงินเหรียญสหรัฐในปัจจุบันแข็งค่ามากเกินไป ทำให้ตลาดการเงินของโลกตีความว่าทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอาจยกเลิกนโยบายที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า และจะนำนโยบายเงินเหรียญสหรัฐอ่อนมาใช้ ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเกือบ 1% ไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ 112.57 เยน/เหรียญสหรัฐ

และส่งผลให้ค่าเงินบาทวันเดียวกัน ปิดตลาดที่ 35.29 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น 19 ม.ค. หลังจาก เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมายืนยันทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นกว่าการแถลงนโยบายของทรัมป์

ภาวการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นได้ว่า ความไม่ชัดเจนในนโยบายหลายเรื่องของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการส่งสัญญาณค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่ทรัมป์อยากให้อ่อนค่าลงมากกว่านี้ สวนทางกับทิศทางของเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ย ที่น่าจะส่งผลให้เงินไหลเข้าสหรัฐและค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นนั้น จะส่งผลให้ค่าเงินบาทนับจากนี้ไปผันผวนอย่างมาก

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ความไม่ชัดเจนในการส่งสัญญาณการดำเนินโยบายการบริหารของทรัมป์ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนลงมาต่อเนื่อง ประกอบกับเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ที่ทรัมป์ได้ออกพูดอีก แต่ก็ไม่มีความชัดเจนถึงสิ่งที่ทรัมป์จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าการจะปรับขึ้นดอกเบี้ย การปรับลดภาษีบุคคลและนิติบุคคล ทำให้ขาดปัจจัยสนับสนุนให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าต่อ ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงแรง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเงินหยวนและเงินเยนยังปรับแข็งค่าขึ้น มีผลให้เงินสกุลในภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าไปดูแลมากขึ้น และยิ่งเข้าไปดูแลมากขึ้นก็ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น ยิ่งกดดันให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ

“ถ้าดอกเบี้ยสหรัฐไม่ขึ้นเร็วอย่างที่ตลาดเคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลง ทิศทางค่าเงินบาทปีนี้จะกลับทิศ โดยมีโอกาสเป็นไปได้สูงหากทรัมป์ส่งสัญญาณว่าไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย มีการใช้การเมืองกดดันเฟด ไม่ให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว บวกกับการที่ทรัมป์บอกว่าจะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลลง 10% ซึ่งจะทำให้เงินไหลกลับสหรัฐ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า แต่ถ้าไม่ทำ ไม่มีความชัดเจนเรื่องการลดภาษี ผลจะเป็นตรงกันข้าม คือ เงินเหรียญสหรัฐจะยิ่งอ่อนค่าลง และเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น จากเงินทุนที่ไหลกลับมา เพราะเงินบาทจะเป็นเป้า จากการที่เงินบาทมีพื้นฐานดีกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค” จิติพล กล่าว

สำหรับในช่วงสั้น จิติพล เห็นว่า เงินบาทน่าจะผันผวนสูง เพราะ ธปท.เองก็ส่งสัญญาณไม่ชัดว่าจะอยากเห็นเงินบาทแข็งค่า เพื่อส่งเสริมปี 2560 เกิดการนำเข้าเพื่อการลงทุนหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ส่งสัญญาณว่าอยากเห็นเงินบาทอ่อน เพื่อช่วยให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น ช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ธนาคารจึงปรับคาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทใหม่ จากเดิมที่เคยมองกรอบล่างของค่าเงินไว้ที่ 36.80 บาท/เหรียญสหรัฐ และกรอบบนที่ 35.00 บาท ก็เปลี่ยนเป็นมีทิศทางแข็งค่าได้มากขึ้นมาที่ระดับ 34.50-36.30 บาทแทน

ขณะที่ กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากมีความเห็นจากทรัมป์ออกมาในช่วงนี้ ค่าเงินบาทน่าจะมีการปรับฐานชั่วคราว จากการที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่ามาต่อเนื่อง เพื่อรอความชัดเจนจากทรัมป์ ส่งผลให้เงินบาทและสกุลในภูมิภาคมีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้นได้อีก และผันผวนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เงินบาทถือว่าผันผวนน้อยกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค หากดูจากค่าธรรมเนียมการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) ค่าเงินบาทปัจจุบันอยู่ที่ 5.4% ถูกกว่า ฟิลิปปินส์ที่ระดับ 6.1% มาเลเซีย 10.2% อินโดนีเซีย 8.5% และหยวน 6% เป็นต้น

“ในช่วง 1 เดือนจากนี้ ค่าเงินบาทน่าจะผันผวนมากขึ้น คาดว่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 34.65-35.90 บาท/เหรียญสหรัฐ และหากในหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้ เงินบาทยืนที่ 35 บาทได้ คาดว่าปีนี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.60 บาทได้ สาเหตุที่เงินบาทผันผวนกลางๆ หรือน้อยกว่าเพื่อนบ้าน เพราะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และทุนสำรองประเทศสูง ซึ่งทิศทางค่าเงินบาทปีนี้มีทิศทางแข็งค่าขึ้น” กอบสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า สำหรับผู้ส่งออกแล้ว หลังจากนี้ค่าเงินบาทจะกลับมาทำให้แผนธุรกิจที่เคยวางไว้ เกิดความไม่แน่นอนขึ้นอีกครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นได้จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้น และไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวดังกล่าวบ้าง แม้ไทยจะส่งออกไปสหรัฐในสัดส่วนเพียง 10-11% ของการส่งออกทั้งหมดก็ตาม แต่ความไม่ชัดเจนของนโยบายว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ทั้งในเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทิศทางค่าเงินเหรียญสหรัฐ ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

และหากค่าเงินบาทกลับทิศไปแข็งค่าและขึ้นไปสู่ระดับ 34.50-34.65 บาท/เหรียญสหรัฐ ตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว ก็คงกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะโตให้ได้ 3.0-3.5% อย่างน้อยก็ทำให้รายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาทลดลง ขณะเดียวกันก็ยังทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกปีหนึ่ง เพราะต้องพะวงกับการรับมือความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทด้วย

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69