posttoday

ต้นน้ำเสียคือพังทั้งระบบ

20 มกราคม 2560

"ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร"

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

นอกจากคำถามว่าใครผิดใครถูกเกี่ยวกับกรณีครูแพะหรือครูแกะ ที่เกิดกับ จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตผู้ต้องหาคดีขับรถชนคนตาย แต่เธอปฏิเสธเรื่องดังกล่าวว่าเป็นแพะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จนต้องติดคุกตามคำพิพากษานานกว่า 3 ปี

อดีตครูจอมทรัพย์งัดหลักฐานทุกด้านเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองภายหลังได้รับอภัยโทษ ขณะที่ต้นน้ำอย่างตำรวจที่ทำคดีก็ยืนยันว่าองค์กรได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามพยานหลักฐานที่มี กระทั่งนำไปสู่การเอาผิดจอมทรัพย์ในฐานะผู้ต้องหา และพร้อมต่อสู้ในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้ง

แต่คำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย ที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้ขนาดนี้

ต้นน้ำเสียคือพังทั้งระบบ

วิพากษ์เรื่องดังกล่าวจาก เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่า กฎหมายอาญาจะถูกพิจารณาตามวิธี "สบัญญัติ" ซึ่งสาระสำคัญคือการรวบรวมพยานหลักฐานของคดี และการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานตามหน้าที่ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และศาล

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นต้องย้อนกลับไปมองว่ามีความสมบูรณ์ของคดีมากน้อยแค่ไหน ครอบคลุมมากพอหรือไม่ หรือมีความชัดเจนเกี่ยวกับพยานหลักฐานอย่างไร ก่อนที่จะนำตัวผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

"ตำรวจต้องรวบรวมให้ได้ทั้งหมด และต้องสามารถคลายข้อสงสัยได้ทุกประการ ก่อนจะส่งสำนวนเข้าสู่ชั้นอัยการ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดตามมามันก็จะเสียไปทั้งระบบ ซึ่งเรื่องของครูจอมทรัพย์ไม่ใช่คดีแรก แต่เกิดอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำไป เพราะความไม่สมบูรณ์ของพยานหลักฐานด้วยในส่วนหนึ่ง" เสรี ให้ความเห็นอย่างกรณีที่เกิดขึ้นนั้น เสรีมองอีกด้านว่า ตำรวจจะต้องชัดเจนในการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อนำคนที่ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการแล้ว ภายหลังมีพยานมาแจ้งอีกว่าไม่ใช่ คนขับรถเป็นผู้ชาย อย่างนี้มันคือปัญหาแล้ว

แต่อีกด้านก็เช่นกัน เรื่องของทนายความของผู้ถูกกล่าวหาก็มีส่วนสำคัญ กรณีของจอมทรัพย์ ทนายความก็ร่วมรับฟังการสอบปากคำด้วย และได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างลอยๆ จะอ้างแต่เพียงว่าขอให้การในชั้นศาล ก็เท่ากับทำลายสิทธิของลูกความตนเองด้วย

"ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำลอยๆ อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผมบอกได้เลยว่า 99% ของคดีอาญาที่ผู้ต้องหาปฏิเสธให้ปากคำในชั้นสอบสวน ตำรวจและอัยการมักจะนำสำนวนส่งฟ้องแทบทั้งหมด และเมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลก็แทบจะไม่มีข้อมูลไปหักล้างสำนวนของตำรวจหรืออัยการได้ ซึ่งมันเท่ากับเสียสิทธิที่จะได้ปฏิเสธและยื่นหลักฐานพยานทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพราะมีโอกาสปฏิเสธ ข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่ทำ หรือทำก็ไม่ได้ให้ข้อมูลให้ชัดเจน" เสรี ย้ำ

เสรี ระบุว่า ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร หากไม่เป็นเช่นนั้นความยุติธรรมมันก็คลาดเคลื่อน

ข่าวล่าสุด

รวมพลังเพื่อก้าวใหม่! "ศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์" ผนึกราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธฯ ขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” ระดมทุนจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้ 13 รพ. ทั่วไทย