posttoday
เปิดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน

เปิดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน

19 มกราคม 2560

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ต้องถือว่าไม่ปกติสำหรับการทำกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2561 เพราะมีการกางตัวเลขรายละเอียดให้เห็นกันตั้งแต่ยังไม่ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ซึ่งปกติถือเป็นความลับ จะมีการเปิดเผยก็ต้องรอให้ ครม.ไฟเขียวแล้วเท่านั้น

เหตุผลที่รัฐบาลไม่ต้องการปิดเป็นความลับให้เสียเวลา เพราะต้องการใช้ตัวเลขงบประมาณรายจ่ายปี 2561 เป็นตัวเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจริงขยายตัวได้ต่อเนื่อง และถึงเวลาที่เอกชนต้องลงทุนแล้วก่อนที่จะตกขบวนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถือโอกาสในการเป็นประธานประชุมจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2561 ร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่สำนักงบประมาณ นั่งแถลงตัวเลขรายละเอียดงบประมาณหลังการประชุมเสร็จสิ้นทันทีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2559 อยู่ที่ 2.9 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท โดยมีการประมาณการเก็บรายได้อยู่ 2.45 ล้านล้านบาท การทำงบขาดดุลจะไปเพิ่มงบลงทุนให้มากขึ้นอยู่ที่ 23% ของงบประมาณรายจ่าย จากปีงบ 2560 อยู่ที่ 22%

ทั้งนี้ การทำกรอบงบประมาณ 2561 ทาง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัว 3.8% อัตราเงินเฟ้อ 2% การนำเข้าขยายตัว 7% ราคาน้ำมันดิบดูไบ 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ

สมคิด ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจภายในจะฟื้นตัว ทำให้การทำงบประมาณขาดดุลยังมีความจำเป็นในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยงบประมาณที่มีการขาดดุลจำนวนมากจะเพิ่มการลงทุนของประเทศ ทั้งการลงทุนแบบกลุ่มจังหวัดและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศให้มีความรวดเร็วมากขึ้น

จากกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2561 เห็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อสารไปยังนักลงทุนชัดเจนว่า รัฐบาลยังกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำงบประมาณขาดดุลสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าปีงบประมาณ 2560 ที่ใช้อยู่เดิมมีการขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท และการทำงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 1.9 แสนล้านบาท ต้องกู้ขาดดุลเพิ่มอีก 1.6 แสนล้านบาท ทำให้มีการขาดดุลถึง 5.9 แสนล้านบาท

ที่สำคัญการทำงบขาดดุลที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลระบุชัดเจนว่าเป็นการเพิ่มงบลงทุนไม่ได้ไปเพิ่มงบประจำ โดยตั้งเป้างบลงทุนปี 2561 สูงถึง 23% ของงบรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นตัวเลขกลมๆ เป็นงบลงทุนสูงถึง 6.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2560 กว่า 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2561 ที่ขยายตัวได้ 3.8% รัฐบาลก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากปี 2558 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% เพิ่มเป็น 3.2-3.3% ในปี 2559 สำหรับในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.4% และในปี 2559 ขยายตัวได้ 3.8% ซึ่งรัฐบาลคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวทำให้นักลงทุนมั่นใจการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง  และคาดการณ์ได้ว่าเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เต็มศักยภาพตามที่รัฐบาลคาดหวังที่ปีละ 4-5%

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า การทำงบขาดดุลปี 2561 สูง เพื่อเพิ่มเงินลงทุนของประเทศให้มากขึ้น ตอนนี้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวกำลังติด ทั้งการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก หากรัฐบาลไปลดหรือหยุดการลงทุนก็อาจจะทำให้เครื่องยนต์ที่จะติดดับไปได้ และไม่เป็นผลดีกับการขยายตัวเศรษฐกิจ

จะเห็นว่าการกางตัวเลขเม็ดเงินที่อัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่วงหน้าไปไกลถึงปี 2561 เป็นการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเป็นรัฐบาลทำมาต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณปี 2560 ที่ใช้อยู่วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาท มีงบลงทุนถึง 5.4 แสนล้านบาท

การทำงบกลางปี 2560 เพิ่มเติม 1.9 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนกลุ่มจังหวัดประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ตั้งกองทุนหนุนเอสเอ็มอีอีก 2 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเก็บไว้เติมเงินกองทุนหมู่บ้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมต่ออายุมาตรการลงทุนหักลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อดึงดูดให้เอกชนเร่งลงทุนให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าจากเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐที่ใส่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก บวกกับมาตรการลดหย่อนภาษีรอบใหม่ เอกชนคงไม่สามารถชะลอการลงทุนเหมือนปีที่ผ่านมาได้อีกต่อไป เพราะมาตรการลดหย่อนภาษีคงไม่มี ต่อให้รอบที่สามหากเอกชนยังไม่ยอมตัดสินใจลงทุน

นอกจากนี้ การใช้กำลังการผลิตเต็มเพดานของภาคเอกชน ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้เอกชนต้องเริ่มลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเห็นเม็ดเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำนวนมากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งใช้เม็ดเงินดังกล่าวให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน หากทำได้ดีก็จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้เต็มที่ แต่หากยังเบิกจ่ายล่าช้าการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนก็จะลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69