
จบยุคดอลลาร์แข็ง ทรัมป์หวังพลิกฉุดค่าเงินอ่อน
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ก่อนขึ้นรับตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ ส่งสัญญาณ “ไม่พอใจ”
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ก่อนขึ้นรับตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ ส่งสัญญาณ “ไม่พอใจ” ต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าเกินไป เนื่องจากทำให้เสียเปรียบคู่ค้าคู่แข่งอย่างจีน เช่นเดียวกับทีมงานของทรัมป์ที่ออกมาเห็นด้วยในจุดยืนเดียวกัน ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงไปอย่างรวดเร็วถึง 1.3% หลังการเปิดเผยดังกล่าวและแตะจุดต่ำสุดในรอบ 1 เดือน
นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องไปราว 6% นับตั้งแต่การเลือกตั้งสหรัฐเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และหากทรัมป์มีเป้าหมายหลักต้องการเห็นค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าจริง จะนับเป็นการสิ้นสุดยุคเหรียญสหรัฐแข็งที่มีมานานนับ 2 ทศวรรษตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน
หนึ่งในเป้าหมายหลักของนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ คือ การลดการขาดดุลการส่งออกระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากถึง 3.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา โดยการขาดดุลดังกล่าวนอกจากจะคิดเป็นมูลค่ามหาศาลแล้ว ยังเพิ่มขึ้นจากปี 2006 ที่อยู่ที่ 2.02 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2006 อีกด้วย
การจะทำให้การค้าขาดดุลดังกล่าวลดลง ปัญหาใหญ่สำหรับทรัมป์ คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่า เนื่องจากจะทำให้มูลค่าการส่งออกของสหรัฐเสียเปรียบคู่ค้าที่มีสกุลเงินอ่อนค่ากว่า และทำให้สินค้าการผลิตของสหรัฐมีราคาแพงในสายตาต่างชาติ ซึ่งจะกดดันแรงซื้อของต่างชาติต่อไป กลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศของทรัมป์ที่ต้องการพลิกฟื้นภาคการผลิตในประเทศให้เป็น “เมดอินอเมริกา” อีกครั้ง
ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยเฟดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ และตลาดต่างคาดว่าเฟดต้องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่มีทีท่าจะขยายตัวมากเกินไป อันเป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ในยามที่เศรษฐกิจสตาร์ทติดแล้ว ทั้งเงินเฟ้อและการจ้างงานกำลังเติบโตขึ้น
“เป็นครั้งแรกที่ว่าที่ประธานาธิบดีออกมาพูดว่าเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากเกินไป ทรัมป์เป็นคนที่พูดและทำในสิ่งที่ประธานาธิบดีคนอื่นไม่เคยทำมาก่อน” มาร์ค แชนเดลอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินของธนาคารบราวน์ บราเธอร์ส แฮร์รีแมน เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี
ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐจะอยู่ในทิศทางการใช้อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทว่า ทรัมป์เองยังคงมีทางเลือกหลายทางที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงได้ โดยทางแรกซึ่งได้ใช้ไปแล้วก็คือ การส่งสัญญาณด้วยวาจา เห็นได้จากดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงไปแล้ว 3.5% เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่แข็งค่าขึ้นไปเกือบแตะจุดสูงสุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์สร้างความผิดหวัง ไม่มีการแถลงนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมออกมา
อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์ก ระบุว่า วิธีการดังกล่าวอาจไม่ได้ผลตลอดไปเนื่องจากตลาดเริ่มขาดความเชื่อถือต่อคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคารกลางอย่างที่ญี่ปุ่นกำลังประสบ โดย ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น ออกมาส่งสัญญาณหลายต่อหลายครั้งที่ค่าเงินเย็นแข็งค่าขึ้นและยืนยันญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงเพื่อให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ทว่าค่าเงินเยนก็มักจะจบลงด้วยการแข็งค่าขึ้นและเพิ่มมูลค่าไปมากถึง 22% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ อาจมีการใช้กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติในการเป็นผู้ซื้อผู้ขายสินทรัพย์ในแต่ละสกุลเงินเหมือนที่หลายประเทศทั่วโลกทำได้ด้วยเช่นกัน
อีกหนทางหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ การเข้าแทรกแซงของเฟดด้วยการซื้อขายเงินตราต่างประเทศในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (Sterilization) ซึ่งเป็นวิธีที่หลายชาติใช้ในการแทรกแซงค่าเงินอย่างที่จีนทำมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน และมีหลายคนเรียกว่า คิวที (Quantitative Tightening) ขณะที่อีกวิธีคือการทำ Unsterilization หรือการพิมพ์เงินเพิ่มในระบบ โดยพิมพ์เงินเหรียญสหรัฐออกมาซื้อเงินต่างประเทศ แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงต่อการเร่งภาวะเงินเฟ้อตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก ระบุว่า ในแบบที่สองนั้นนักเศรษฐศาสตร์ยังไม่เห็นผลที่ยั่งยืน ขณะที่แบบแรกเป็นเพียงหนึ่งในนโยบายการเงินเท่านั้น และการจะแทรกแซงค่าเงินสหรัฐอาจจะทำได้ยากเนื่องจากการซื้อขายค่าเงินเหรียญสหรัฐในแต่ละวันมีปริมาณมากถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 176 ล้านล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเหรียญสหรัฐได้ง่ายนัก
ปัญหาค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น นอกจากจะกดดันสหรัฐแล้วยังจะนำไปสู่การใช้นโยบายปกป้องกาารค่าที่ง่ายขึ้นไปด้วย ขณะที่โมฮัมเหม็ด เอล-เอเรียน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ อลิอันซ์ ออกโรงเตือนว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2017 และอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีหนี้สกุลเหรียญสหรัฐสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่า 3% เช่นเดียวกับปี 2016
ขณะเดียวกัน หากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมา นอกจากจะช่วยสนับสนุนนโยบายของทรัมป์แล้วยังจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของตลาดเกิดใหม่ รวมถึงยังเป็นการปูทางให้เฟดสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น เพราะเฟดมักจะเอาภาวะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจนอาจกระทบต่อภาคเอกชนสหรัฐ มาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในแต่ละครั้งด้วย
ทว่า การอ่อนค่าลงของเหรียญสหรัฐจะทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและค่าเงินของตัวเองอ่อนต้องประสบปัญหาอีก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเหล่านั้น และอาจตามมาด้วยการพยายามผ่อนคลายนโยบาย
การเงินเพื่อช่วยเศรษฐกิจ แต่ตามมาด้วยค่าเงินที่อ่อนค่าลงไปพร้อมสร้างความตึงเครียดด้านค่าเงินให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอาจตามมาด้วยลัทธิปกป้องการค้า
ไม่ว่าทรัมป์จะสามารถทำได้จริงตามที่ส่งสัญญาณหรือไม่ แต่คำว่า “สงครามการค้า” “สงครามค่าเงิน” และ “ลัทธิปกป้องทางการค้า” จะยังคงวนเวียนอยู่ในสารบบ ซึ่งอาจกินเวลายาวนานจนจบสมัยของทรัมป์ก็เป็นได้







