
ยืดให้กู้ซอฟต์โลนเอสเอ็มอี
คลังสั่งออมสินขยายเวลาปล่อยกู้ซอฟต์โลนระยะที่ 3 ไปถึงสิ้นปี หลังเหลือวงเงินอีก 1.7 หมื่นล้าน
คลังสั่งออมสินขยายเวลาปล่อยกู้ซอฟต์โลนระยะที่ 3 ไปถึงสิ้นปี หลังเหลือวงเงินอีก 1.7 หมื่นล้าน
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้อนุมัติขยายโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ระยะที่ 3 เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ดำเนินการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ซึ่งมีวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท จากที่สิ้นสุดไปเมื่อสิ้นปี 2559 ที่ผ่านมา โดยให้ขยายเวลาให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 ต.ค. 2560 หรือจนกว่าเงินที่กำหนดไว้ได้ถูกจัดสรรหมดแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน และธนาคารออมสินจะเบิกจ่ายสินเชื่อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2560
สำหรับยอดการเบิกจ่ายสินเชื่อในโครงการนี้ ล่าสุด ธนาคารออมสินได้อนุมัติสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์ รวมสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ขอสินเชื่อเพื่้อนำไปปล่อยกู้ให้ลูกค้าเอสเอ็มอีต่อแล้วเป็นเงินกว่า 1.26 หมื่นล้านบาท ทำให้ยังคงเหลือวงเงินซอฟต์โลนนี้อีกกว่า 1.73 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจึงเห็นชอบให้ขยายเวลาการยื่นขอสินเชื่อออกไป
ด้าน นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ เช่น ธพว. ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จะเข้าร่วมขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ที่ ครม.อนุมัติเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ในรูปปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือร่วมทุนได้สูงสุดไม่เกิน 40 ล้านบาท/ราย หรือเฉลี่ยปล่อยกู้จังหวัดละ 20 ราย ตั้งเป้าอนุมัติวงเงินให้หมดภายในปีงบประมาณ 2560 และต้องเบิกจ่ายเม็ดเงินให้ถึงมือผู้ประกอบการภายในปีงบประมาณ 2561
ทั้งนี้ จะเจาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 กลุ่ม คือ คนหนุ่มสาวกลับคืนถิ่น หรือโครงการเสือคืนถิ่น สิงห์คืนถ้ำ โดยจะประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา กระทรวงอุตสาหกรรม ที่่ทำโครงการผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในแต่ละจังหวัดให้เข้ามาประกอบการในพื้นที่
ขณะที่กลุ่มที่ 2 คือ จะคัดเลือกเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุด 4.0 ได้ และสามารถพัฒนาสินค้าไปขายในต่างประเทศได้ เช่น กาแฟวารี ผู้ประกอบการชาชงสมุนไพรTea Gallery ที่ จ.เชียงใหม่ และกลุ่มสุดท้าย คือ ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ มียอดขายสินค้าลดลงแต่ยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล







