เอ็มโอยูปรองดอง ความหวังที่ยังริบหรี่
สัญญาณไม่สู้ดีสำหรับแนวคิดการจับคู่ขัดแย้มาเซ็นเอ็มโอยูยุติความขัดแย้งเดินหน้าสร้างความปรองดอง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สัญญาณไม่สู้ดีสำหรับแนวคิดการจับคู่ขัดแย้มาเซ็นเอ็มโอยูยุติความขัดแย้งเดินหน้าสร้างความปรองดอง
สืบเนื่องจากคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ที่กำลังเริ่มต้นเดินหน้าตามเป้าหมาย
เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาชี้แจงว่าแนวคิดปรองดองยังไม่ได้ทำ อยู่ระหว่างการเริ่มตั้งคณะกรรมการ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีคิดขึ้นมา ก็ต้องดูว่าจะต้องทำกันหรือไม่
แนวคิดเบื้องต้นเป็นการเรียกพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาคุยกัน ว่าอะไรที่จะร่วมมือกันได้บ้าง และอะไรที่จะไม่ทำอีก เช่น การทำให้เกิดปัญหากับประชาชนจะไม่ทำอีก
“เขาเรียกว่าเป็นสัจจะสัญญา แต่ไม่ใช่สัตยาบัน เป็นสัจวาจาทำนองนั้น คือพูดแล้วต้องไม่ลืม ต้องทำตามนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือเปล่า แต่อย่าเอามาพันกัน ซึ่งมีหลายเรื่องหลายประเด็น
ผมได้ให้แนวนโยบายไปว่าการปรองดองมีหลายมิติและมีคดีความมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง คดีการเมือง แต่ละอย่างจะทำกันอย่างไร ระหว่างนี้ก็สร้างการรับรู้กับสังคม ประชาชน ให้รู้ว่าเขาคิดกันมาแบบนี้ ไม่ใช่งุบงิบทำ มันทำไม่ได้” นายกฯ กล่าว
หลังมีการออกมาจุดประเด็นนี้ กระแสสังคมและเสียงสะท้อนจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูจะไม่เห็นคล้อยตามไปกับแนวคิดนี้อย่างที่คาดการณ์
แม้ช่วงแรกจะเห็นว่าหลายฝ่ายมีท่าทีเหมือนจะขานรับออกมาสนับสนุนแนวคิดเรื่องปรองดอง แต่ทว่าก็ยังแอบมีเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละฝ่ายที่พ่วงเข้ามาโดยเฉพาะประเด็น “นิรโทษกรรม”
ซึ่งสุดท้ายย่อมจะทำให้กระบวนการปรองดองเป็นไปได้ยากในขั้นตอนการปฏิบัติจริง
ล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) ออกมาประกาศชัดจะไม่ไปร่วมลงนามเอ็มโอยูอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้น ไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลคือเรื่องนิรโทษกรรมที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะชัดเจนว่าจุดยืนของฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ นั้นไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมในคดีหลายประเภท
ขณะที่บางฝ่ายยังออกมาเรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม ล่าสุด สมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาทวงสัญญา พล.อ.ประยุทธ์ จะมาดูรายละเอียดเรื่องนิรโทษกรรมและทำเรื่องปรองดอง ซึ่งคำว่านิรโทษกรรมของนายกฯ บอกต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายก่อน เท่ากับว่านายกฯ ให้สัญญาเอาไว้แล้วว่าจะทำ
สาเหตุอีกประการที่ทำให้การลงนามสู่การปรองดองเป็นไปได้ยาก เพราะข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน ข้อมูลเบื้องต้นยังคงเป็นเพียงแค่กรอบกว้าง
การรีบออกมาตกปากรับคำย่อมสุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะไปผูกมัดตัวเองในอนาคต
ยิ่งหากดูโครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองจำนวน 19 คน ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหาร ทั้ง ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร. ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ผอ.ศปป.)
แถมเบื้องต้นการกำหนดกรอบการทำงานที่จะลงไปรับฟังความคิดเห็นนั้นยิ่งชวนให้นึกถึงการทำงานปรองดอง ตั้งแต่หลังรัฐประหารที่ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นผู้อำนวยการ
ที่เป็นเพียงการเรียกคู่ขัดแย้งมารับฟังความคิดเห็นแต่ผ่านมาเกือบสองปีก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า หากครั้งนี้ยังไม่ต่างจากที่ผ่านมาโอกาสปรองดองรอบนี้คงริบหรี่ลงไปทุกที
การสร้างความปรองดองรอบนี้จึงอาจเป็นโอกาสสุดท้าย ซึ่งหากตั้งใจและให้ความสำคัญรับฟังเสียงสะท้อนจากแต่ละฝ่ายเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ย่อมทำให้ความพยายามรอบนี้มีความหวังมากกว่าที่ผ่านมาส่วนจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนต้องรอดูกันต่อไป


