
ต้องชี้แจง
มติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งให้ทบทวนวิธีคิดอัตราการคิดค่าบริการโทรศัพท์ จากที่เคยมีมติ กทค.เมื่อเดือน พ.ค. 2559 ให้คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ไปเป็นคิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือเป็นนาที เพิ่มเข้าไปในมติเดิม ผลดังกล่าวมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคประเมินว่า จะทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ โดนคิดค่าโทรศัพท์ปัดเศษของวินาทีไปคิดค่าโทรเต็ม 1 นาที คิดเป็นเงินปัดเศษวินาทีรวมกันเป็นเงินประมาณเดือนละกว่า 2,500 ล้านบาท
มติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งให้ทบทวนวิธีคิดอัตราการคิดค่าบริการโทรศัพท์ จากที่เคยมีมติ กทค.เมื่อเดือน พ.ค. 2559 ให้คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ไปเป็นคิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือเป็นนาที เพิ่มเข้าไปในมติเดิม ผลดังกล่าวมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคประเมินว่า จะทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ โดนคิดค่าโทรศัพท์ปัดเศษของวินาทีไปคิดค่าโทรเต็ม 1 นาที คิดเป็นเงินปัดเศษวินาทีรวมกันเป็นเงินประมาณเดือนละกว่า 2,500 ล้านบาท
เมื่อเป็นเช่นนั้นทาง กทค.ในฐานะผู้กำกับดูแลหรือเรกูเลเตอร์กิจการโทรคมนาคม จะต้องมีเหตุผลในการทบทวนมติเดิมที่ให้คิดค่าโทรเป็นวินาที ไปเป็นคิดค่าโทรเป็นนาทีมากกว่านี้
จะบอกเพียงว่า มีมติบอร์ดให้มีคำสั่งทางปกครองไปถึงผู้ให้บริการทุกราย ต้องจัดแพ็กเกจโปรโมชั่นที่คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีไม่น้อยกว่า 50% และมีโปรโมชั่นคิดค่าโทรตามจริงเป็นนาที 50% ของ
โปรโมชั่นทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดเท่านั้นยังฟังไม่ขึ้น เพราะ กสทช.ซึ่งลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูล ก็พบแล้วว่าหลังจากมีมติคิดค่าโทรเป็นวินาทีไปเมื่อ 7-8 เดือนที่ผ่านมา ค่ายมือถือออกโปรโมชั่นแบบวินาทีมาแค่ 5% ของโปรโมชั่นที่มีอยู่ทั้งหมดของตลาดเท่านั้น
ส่วนที่ชี้แจงว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นการทดลองใช้เพียง 6 เดือนก่อน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาว่าผลการปรับแพ็กเกจตามมติที่เพิ่มเติมไป มีผลให้ประชาชนมีการใช้งานอย่างไร เพื่อนำความเห็นของประชาชนมาปรับปรุงการคิดอัตราค่าบริการในอนาคต
จากคำชี้แจงทั้งหมดจึงทำให้หลายฝ่ายต่างสงสัยว่า องค์กรอิสระที่เป็นผู้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้มีบริการที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมกับผู้ใช้บริการมือถือ มีวาระซ่อนเร้นและต้องการซื้อเวลาเพื่อประโยชน์ของใคร เพราะเป็นที่ทราบกันว่าการคิดค่าโทรมือถือเป็นวินาทีกับนาทีนั้น ในทางปฏิบัติผู้ให้บริการโทรมือถือหรือโอเปอเรเตอร์ จะปัดเศษเวลาโทรศัพท์แม้จะเพียงแค่ 0.1 วินาที ไปคิดเงินเป็น 1 นาทีเต็ม ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กำหนดอัตราขั้นสูงไว้ว่าต้องคิดนาทีละไม่เกิน 0.68 บาท
กรณีของผลประโยชน์ของการปัดเศษค่าโทรแค่ 0.1 วินาที ไปคิดเป็น 1 นาทีนับเป็นปัญหาที่มีการต่อสู้กันมานานแล้ว เช่นเดียวกับการปัดเศษค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินของหน่วยงานรัฐ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปาต่างๆ ที่มีการปัดเศษสตางค์ 1-24 สตางค์ ขึ้นไปเป็น 25 สตางค์ ปัดขึ้นไปเป็น 50 สตางค์ หรือปัดเป็น 75 สตางค์ ซึ่งเรื่องนี้เมื่อรวมเศษสตางค์ที่ปัดขึ้น กับจำนวนผู้ใช้บริการที่มากดังกล่าว จะเป็นเงินหลายล้านบาท เช่นกรณีของโทรมือถือที่ประเมินกันว่าการปัดเศษค่าโทรวินาทีเป็น 1 นาทีเต็มรวมกันเป็นเงินเดือนละกว่า 2,500 ล้านบาท
ดังนั้น ในฐานะผู้กำกับดูแลจึงควรรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการเป็นที่ตั้ง ควรมีทางเลือกพื้นฐานที่ให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกเสียค่าโทรเป็นวินาทีตามจริงเลย ไม่ต้องมีการปัดเศษวินาทีเป็นแพ็กเกจพื้นฐานที่ผู้ให้บริการโทรมือถือที่ทุกรายต้องมี ส่วนจะมีการออกแพ็กเกจอื่นเป็นทางเลือกที่ถูกกว่า สิ่งนี้ถ้าผู้ใช้รู้สึกว่าถูกกว่าจริงกับพฤติกรรมการใช้ของผู้นั้น กลไกตลาดจะทำงานเอง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงควรกำหนดให้ทุกผู้ประกอบการ ต้องมีแพ็กเกจคิดค่าโทรเป็นวินาทีเป็นมาตรฐานภาคบังคับ







