posttoday
สงครามการค้าเสี่ยง ฉุดเอเชียเจ็บทั่วทวีป

สงครามการค้าเสี่ยง ฉุดเอเชียเจ็บทั่วทวีป

09 มกราคม 2560

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

จากเดิมที่ถูกมองว่ายังเป็นเพียงแค่สงครามน้ำลาย ทว่ายิ่งใกล้วันสาบานตนรับตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหารประเทศชุดใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ยิ่งเคลื่อนไหวหลายอย่างที่มองกันว่ายิ่งขยับเข้าใกล้ไปสู่การเปิด “สงครามการค้า” มากขึ้น ซึ่งไม่ได้เล็งเป้าหมายเพียงแค่จีนเท่านั้น แต่ยังขยายวงไปถึงประเทศอื่นๆ ด้วย

ทรัมป์โพสต์ทวิตเตอร์โจมตีบริษัทรถยนต์ต่างชาติเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยขู่จะเก็บภาษีให้หนักขึ้นจากโตโยต้า มอเตอร์ หลังค่ายรถญี่ปุ่นรายนี้มีแผนจะตั้งโรงงานผลิตรถรุ่นโคโรลล่าแห่งใหม่ในเม็กซิโกภายในปี 2019 เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเข้ามาขายปลอดภาษีในสหรัฐ

ขณะที่สถาบันนโยบายเศรษฐกิจนานาชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองของเกาหลีใต้ ก็เพิ่งเตือนว่า เกาหลีใต้อาจโดนสหรัฐขึ้นบัญชีกลุ่มประเทศปั่นค่าเงิน ซึ่งจะเปิดช่องให้สหรัฐตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ทางการค้าตามมาได้ เนื่องจากทรัมป์มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนเกณฑ์การกำหนดประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน และปัจจุบัน เกาหลีใต้ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อเฝ้าระวังร่วมกับ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ไต้หวัน และสวิตเซอร์แลนด์อยู่แล้ว โดยอยู่ในเกณฑ์เข้าข่ายปั่นค่าเงิน 2 ข้อ จาก 3 ข้อ

ส่วนจีนนั้นมีแนวโน้มจะถูกโจมตีมากที่สุดยิ่งกว่าใครเพื่อน ทั้งในเรื่องค่าเงินหยวนที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และเคสการฟ้องร้องในเวทีองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ที่เพิ่มขึ้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทรัมป์ยังเสนอชื่อบรรดาขั้วตรงข้ามกับจีนหลายคนให้ดำรงตำแหน่ง สำคัญๆ ในรัฐบาลชุดใหม่ อาทิ วิลเบอร์ รอสส์ ว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์ ปีเตอร์ นาวาร์โร ว่าที่ประธานสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ และโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ว่าที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์)     

ปริยันกา คิชอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันออกซฟอร์ด อีโคโนมี ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า หากทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีนขึ้นจริงตามที่เคยขู่มาก่อนหน้านี้ นี่จะไม่ใช่แค่ปัญหาระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกเท่านั้น แต่จะกระทบต่อทั้งภูมิภาคเอเชียไปด้วย

ภาวะเช่นนี้จะคล้ายคลึงกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงทศวรรษ 1930 หรือช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วภาคพื้นอเมริกาเหนือและยุโรป จนนำไปสู่การใช้มาตรการปกป้องทางการค้า (Trade protectionism) ในวงกว้าง

ถึงแม้จะยังคาดการณ์ว่ายังมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะเกิดสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบขึ้นในวงกว้าง ทว่า บรรดาเขตเศรษฐกิจในเอเชียก็ต้องเตรียมตัวรับมือให้พร้อมอยู่ดี จากทิศทางการใช้นโยบายปกป้องการค้าที่คาดว่าจะขยายตัวขึ้นอย่างแน่นอน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตอย่างอ่อนแรง และยังมีปัจจัยลบจากกระแสชาตินิยมในยุโรปที่รุนแรงขึ้นด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลก็คือ มีความเสี่ยงที่ทรัมป์จะขยายขอบเขตของสงครามการค้าออกไปมากกว่าแค่สินค้าประเภทเหล็กและเหล็กกล้าจากจีน โดยอาจขยายครอบคลุมไปถึงสินค้าในกลุ่ม สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ ด้วย ซึ่งหากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นนี้ ความเสียหายก็จะไม่ได้จำกัดวงแค่จีนเท่านั้น แต่จะครอบคลุมทางตรงถึงผู้ผลิตและส่งออกรายอื่นๆ ในเอเชียด้วย

ส่วนในทางอ้อมนั้นยังต้องไม่ลืมผลกระทบในด้านซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับจีนซึ่งมีความซับซ้อน เช่น ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์นั้น จีนคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐ 16% ในขณะที่
ประเทศอื่นๆ ในเอเชียซึ่งไม่รวมญี่ปุ่นมีสัดส่วน 8% แต่จากสถิติการค้ามาตรฐานกลับโชว์ว่าสัดส่วนของจีนนั้นสูงถึงกว่า 40% โดยส่วนใหญ่นั้นจีนทำหน้าที่เพียงประกอบ และถูกตีตราเป็นสินค้าเมดอินไชน่าไปโดยปริยาย 

ด้าน เชตัน อาห์ยา นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ มองว่า การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ ทางการค้าบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่จะตามมา หรือเปลี่ยนจากสงครามน้ำลายมาสู่ความจริง โดยไม่ได้พุ่งเป้าแค่จีนเท่านั้น แต่รวมถึงเอเชียทั้งหมดด้วย ซึ่งสหรัฐเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับเอเชียมากถึงราว 67% และจะทำให้ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทิศทางของการกีดกันทางการค้าน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ทว่าสถานการณ์อาจไม่ลุกลามถึงขั้นกลายเป็นการเปิดสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเหตุผลที่ว่า หากจีนเจ็บ อเมริกาก็ต้องเจ็บไม่แพ้กันด้วย และที่สุดแล้วก็อาจไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงในสงครามนี้

มีรายงานว่าทางการจีนเตรียมเพิ่มมาตรการคุมเข้มบริษัทสหรัฐที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศ โดยอาจใช้มาตรการทางภาษีและสอบสวนกรณีการผูกขาดการค้าของบริษัทดังกล่าว หากทรัมป์เดินหน้าเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนเองก็มีไพ่อยู่ในมือ และพร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างทันทีหากทรัมป์เลือกเปิดสงครามมา ซึ่งก่อนหน้านี้เองจีนก็ประเดิมด้วยการสอบบริษัทรถยนต์อเมริกันอย่าง เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ฐานเข้าข่ายฮั้วราคาและสั่งปรับไปแล้วก่อนหน้านี้

นอกจากการตอบโต้ผ่านภาคเอกชนอเมริกันที่เข้ามาลงทุนมหาศาลในจีนแล้ว รัฐบาลกรุงปักกิ่งก็ยังมีกลไกการเอาคืนด้วยวิธีอื่นๆ อาทิ การเทขายพันธบัตรสหรัฐ ในฐานะที่เป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดเบอร์ 1 และท้ายที่สุดแล้ว หากจีนถูกกดดันหนักในเรื่องค่าเงินหยวน ซึ่งจีนต้องใช้ทุนสำรองมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เข้าพยุงค่าเงินตลอด 2 ปีที่ผ่านมาในภาวะทุนไหลออกนั้น จีนเองอาจเลือกใช้วิธีลอยตัวค่าเงินตามที่นักวิชาการหลายสำนักเริ่มส่งสัญญาณมาแล้วก่อนหน้านี้

ฉี โล นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านจีนของธนาคารเพื่อการลงทุนพีเอ็นพีพาริบาส์ มองว่า มีโอกาสสูงที่จีนจะดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าตามมาทันที และหากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่สหรัฐเข้ามาลงทุนในจีนมากกว่าที่จีนไปสหรัฐ สหรัฐจึงอาจเป็นฝ่ายที่เจ็บตัวมากกว่าหากเปิดสงคราม  

ขณะที่ เจมส์ หวัง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยซิตี้ ในฮ่องกง ระบุว่า หากมีการเปิดสงครามกันขึ้นจริง จีนจะเป็นฝ่ายที่ยืนระยะทนได้นานกว่า เพราะด้วยระบอบการปกครองที่ต่างกัน จะทำให้รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถใช้กลไกต่างๆ ของรัฐเป็นเครื่องมือรองรับแรงกระแทกให้ผู้ส่งออกได้มากกว่า เมื่อเทียบกับสหรัฐ

ที่สุดแล้ว สงครามที่มีแนวโน้มต้องเจ็บตัวกันทุกฝ่ายตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเช่นนี้ ก็อาจทำให้ว่าที่รัฐบาลทรัมป์ต้องหันมาพิจารณากลยุทธ์ใหม่อย่างรอบคอบอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเปิดฉากเข้าบริหารประเทศ 20 ม.ค.นี้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69