
สังคมผู้สูงอายุ
เอจ โซไซตี้ คอลัมน์ใหม่รับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุที่กำลังก้าวเข้ามาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
โดย...benchawanr
เอจ โซไซตี้ คอลัมน์ใหม่รับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุที่กำลังก้าวเข้ามาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยกระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 ในประชากร 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุ 14-15 ล้านคน และเป็นผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงประมาณ 1 ล้านคน ถ้าไม่เร่งปรับตัวรองรับกับสังคมผู้สูงอายุจะทำให้สังคมไทยมีปัญหามากขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุอาจจะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อเตรียมรองรับระดับนโยบายมีทั้งเรื่องการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) การสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงการคลัง โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานหลักหามาตรการดูแลผู้สูงอายุออกมาเป็นแพ็กเกจเพิ่มเติมร่วมกับสถานพยาบาล ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) การเคหะแห่งชาติ ดูแลสังคมผู้สูงอายุ ซึ่ง สศค.ต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายและขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดขึ้น เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศ
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน บังคับอายุ 60 ปีเกษียณ ถือเป็นเลิกจ้างบีบให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยสูงสุด 10 เดือน ให้มีผลบังคับใช้เดือน พ.ค.นี้ กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการดูแลสวัสดิการให้ผู้สูงอายุระดับหนึ่งในวัยเกษียณ และหากบริษัทจะจ้างต่อก็ให้ทำสัญญาตกลงกันใหม่ ซึ่งข้อกำหนดนี้แตกต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่การเกษียณอายุของลูกจ้าง นายจ้างไม่มีภาระต้องจ่ายชดเชยแต่อย่างใดสำหรับมาตรการนี้คาดว่าจะมีแรงงานที่ได้รับประโยชน์ปีละ 3-4 แสนราย
รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานครั้งนี้ยังเพิ่มเติมอำนาจคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับกลุ่มลูกจ้างต่างๆ ให้ครอบคลุมแรงงานอีก 3 กลุ่ม ได้แก่ แรงงานคนพิการ แรงงานเด็กรวมทั้งนิสิต นักศึกษา และผู้สูงอายุ เพื่อให้ครอบคลุมการจ้างงานทั้งระบบให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องรับกับนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล
จะเห็นได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เพื่อแก้ปัญหาของคนเกษียณ ที่ไม่ใช่รวยก่อนแก่กันทุกคน แต่จำนวนมากยิ่งแก่ยิ่งจน เพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะดูแลรักษาตัวเองในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งจะทำให้รัฐมีภาระด้านงบประมาณที่จะดูแลคนเหล่านี้สูงขึ้นทุกปี
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สามารถรวยก่อนแก่ได้ กลุ่มเหล่านี้จะถือเป็นผู้มีอำนาจซื้อสูงมาก และมีความต้องการซื้อสินค้าที่พิเศษเป็นของพรีเมียม ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการตลาดของสินค้าหลายกลุ่มนับตั้งแต่ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เสื้อผ้า เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ผู้มีกำลังซื้อจะพยายามไขว่คว้าหาสิ่งเหล่านี้มาตอบสนองชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น อุตสาหกรรมด้านสุขภาพและกลุ่มตลาดสูงวัย จึงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นดาวรุ่งติดต่อกันหลายปีในการจัดอันดับธุรกิจเด่นของหลายสำนักและแนวโน้มก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ดังนั้น หากธุรกิจจะพลิกปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ช่วงเวลานี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มและเดินหน้าอย่างจริงจัง เพราะสังคมผู้สูงอายุกำลังใกล้เข้ามาเป็นโอกาสที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะเดียวกันถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นเท่าเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว







