
ทาสยุคใหม่ในเรือประมง
ผมได้พูดคุยกับ หล่ายมิน ชายชาวเมียนมา อายุราว 30 ปี ผู้เดินทางมาจากเมืองเมียวดี ทางตะวันออกเฉียงใต้มาสู่ชายแดนไทย ด้วยความหวังในการหารายได้มากขึ้นไปจุนเจือครอบครัว ทว่า หล่ายมิน กลับกลายเป็นหนึ่งในผู้ตกเป็นทาสยุคใหม่ที่ถูกบังคับใช้แรงงานในเรือประมงผิดกฎหมายเป็นเวลานานถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเรื่องราวของทาสบนเรือประมงเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยโดยสำนักข่าวเอพี เมื่อเดือน มี.ค. 2015
ผมได้พูดคุยกับ หล่ายมิน ชายชาวเมียนมา อายุราว 30 ปี ผู้เดินทางมาจากเมืองเมียวดี ทางตะวันออกเฉียงใต้มาสู่ชายแดนไทย ด้วยความหวังในการหารายได้มากขึ้นไปจุนเจือครอบครัว ทว่า หล่ายมิน กลับกลายเป็นหนึ่งในผู้ตกเป็นทาสยุคใหม่ที่ถูกบังคับใช้แรงงานในเรือประมงผิดกฎหมายเป็นเวลานานถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเรื่องราวของทาสบนเรือประมงเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยโดยสำนักข่าวเอพี เมื่อเดือน มี.ค. 2015
“พวกเราไม่มีความหวัง ทุกวันดำเนินไปเหมือนเดิมๆ เราต้องตื่นขึ้นราวตี 5 ผมต้องทำทุกอย่างตั้งแต่จับปลา กระโดดลงไปในตาข่ายปลา ทำความสะอาดเรือ ไปจนถึงทำอาหาร แต่ก็มีหลายคนที่ทำงานแบบนี้ไม่ได้ ทำให้พวกเขาโดนทุบตี และถ้าเกิดป่วยขึ้นมา คุณจะได้รับแค่ยาธรรมดาๆ ไปกิน แล้วถูกบังคับให้ทำงานต่อโดยไม่ได้หยุดพัก พวกเราไม่ได้รับการปฏิบัติแบบมนุษย์ด้วยกัน” หล่ายมิน กล่าว
สภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอของเมียนมาหลังช่วงการปฏิวัติผ้าเหลืองปี 2007 ซึ่งเป็นการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล และความต้องการหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว หลังเริ่มต้นชีวิตแต่งงานและมีลูกสาวแล้ว 1 คน ทำให้หล่ายมินเลือกเดินทางออกจากประเทศเพื่อหารายได้เพิ่มในต่างแดน เช่นเดียวกับชาวเมียนมาจำนวนมาก
“ชาวเมียนมาหลายคนบอกผมว่า ผมหาเงินได้ไม่เยอะเท่าไรตอนที่ทำงานอยู่ในประเทศ และบอกให้ผมมาทำงานที่มาเลเซีย ซึ่งจะจ่ายเงินให้ผมมากกว่า ก่อนหน้านี้ ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดี เพราะตอนนั้นผมได้เงินราว 5,000 บาท/เดือน แต่เงินที่พวกเขาเสนอให้นั้นสูงถึง 1 หมื่นบาท/เดือน” หล่ายมิน กล่าว
ผู้ว่าจ้างให้สัญญาว่าจะส่งหล่ายมินไปทำงานที่เมืองปีนัง ในมาเลเซีย และจ่ายเงินล่วงหน้าให้ 8,000 บาท ชายเมียนมาวัย 30 ผู้นี้คิดว่าเขาอาจจากบ้านไปราว 6 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ดี เขาและชายอีกหลายคนถูกบีบบังคับให้ทำงานไม่หยุดบนเรือประมง โดยได้รับค่าจ้างเป็นระยะ และไม่รู้เลยว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร
โชคดีที่หล่ายมินสามารถหาทางหนีออกมาได้ระหว่างที่เรือประมงแล่นอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย และได้รับความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่น แม้ในที่สุดแล้ว จะได้รับการส่งตัวกลับเมียนมา แต่เขาก็ยังไม่มีงานประจำทำและหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานรับจ้างทั่วไป อีกทั้งยังต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสังคมเมียนมาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นับตั้งแต่เขาเดินทางไปทำงานในต่างแดน
เรื่องราวของหล่ายมินทำให้ผมตระหนักถึงความล้มเหลวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมัวแต่มุ่งเน้นถึงความเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ที่มีประชากรราว 650 ล้านคน จนละเลยความต้องการและสภาพชีวิตของแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมากอย่างหล่ายมิน
ในขณะนี้ ประชากรอาเซียนทั้งชายและหญิงจำนวนมากถึง 6.7 ล้านคน ที่เดินทางข้ามพรมแดนเพื่อหางานทำยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง เนื่องจากแทบไม่มีกฎหมายปกป้องแรงงานเหล่านี้เลย
แม้หล่ายมินจะมองว่าชีวิตที่ยากลำบากของเขาเป็นผลมาจากระบบการปกครองที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดก่อนหน้า แต่ผมกลับมองว่า ประชาคมอาเซียนเองควรดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง เพื่อจัดปัญหาแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมากเดินทางไปทำงานนอกประเทศและการบีบบังคับใช้แรงงาน ไม่เช่นนั้น เรื่องราวของผู้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบหล่ายมินจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกอย่างไม่หยุดหย่อน
นอกจากนี้ เรื่องของหล่ายมินยังตอกย้ำว่า เป้าหมายในการ “ชูคนเป็นศูนย์กลาง” ของอาเซียนนั้นกลวงเปล่าและฉาบฉวยมากขนาดไหน







