
จีนรุกสัมพันธ์ไทย-อาเซียน
วอยซ์ ออฟ อเมริกา สื่อของสหรัฐ เสนอรายงานเรื่องความสัมพันธ์ของไทยกับจีนกำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น รวมไปถึงความร่วมมือทางทหาร แต่นักวิเคราะห์มองว่าแท้จริงแล้วไทยกำลังพยายามปรับแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนให้มีความเป็นกลางมากขึ้น
วอยซ์ ออฟ อเมริกา สื่อของสหรัฐ เสนอรายงานเรื่องความสัมพันธ์ของไทยกับจีนกำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น รวมไปถึงความร่วมมือทางทหาร แต่นักวิเคราะห์มองว่าแท้จริงแล้วไทยกำลังพยายามปรับแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนให้มีความเป็นกลางมากขึ้น
รอน โคเบน คอลัมนิสต์ของวอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานว่า ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2016 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนจีน และสามารถสรุปข้อตกลงได้หลายอย่าง ซึ่งครอบคลุมด้านการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน นอกจากนี้จีนยังตอบรับข้อเสนอของไทยที่ต้องการจะสร้างโรงงานซ่อมบำรุงและผลิตอาวุธของจีนในไทย และ พล.อ.ประวิตร ยังเชิญชวนให้จีนเข้าร่วมฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งเป็นการซ้อมรบร่วมของทหารจากหลายประเทศโดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ
ขณะเดียวกัน แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมจีน ระบุว่า จีนมีความสนใจที่จะร่วมมือด้านการซ้อมรบร่วมและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันไทยกำลังถ่วงดุลความร่วมมือกับหลายประเทศ ไม่เพียงแค่จีน แต่รวมไปถึงญี่ปุ่นและสหรัฐ ในปีที่แล้วจะเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามรักษาระยะห่างจากจีน แม้ว่าความสัมพันธ์จะดำเนินไปเป็นปกติ และแม้จะมีความเคลื่อนไหวทางการทูตในหลายรูปแบบ แต่จะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของรัฐบาล
ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความท้าทายสำหรับไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการรับมือกับอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวขึ้นในภูมิภาค โดยอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับความอหังการในทะเลจีนใต้ กำลังเป็นบททดสอบต่อทั้งสหรัฐและภูมิภาคนี้ และผลที่ตามมาก็คือ ไม่ใช่แค่ไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน กัมพูชา และลาว ทุกประเทศต้องหันมาโอนอ่อนต่อจีน การที่ไทยหันไปหาจีนมากขึ้น เป็นเพราะว่าจีนมีอิทธิพลไปทั่วทุกบริเวณในภูมิภาค แม้ว่าไทยจะเป็นพันธมิตรของสหรัฐก็ตาม
ฐิตินันท์ กล่าวเสริมว่า ญี่ปุ่นอาจถูกคาดหวังให้เพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้มากขึ้นแทน โดยอาจเป็น “นิว อเมริกา” ในอาเซียน ทำให้การเข้ามาของญี่ปุ่นอาจจะพอสร้างความสมดุลเพื่อทดแทนการขาดหายไปของสหรัฐได้บ้าง แม้ว่าอิทธิพลของจีนจะแซงหน้าไปไกลกว่ามากเมื่อไม่มีสหรัฐก็ตาม







