
แบงก์ชาติส่งไม้ต่อคลัง 2017เน้นลงทุนดันจีดีพี
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หากปี 2016 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ธนาคารกลางทั่วโลกได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกปีเท่าที่ยังมีกำลังเหลือ ก็อาจถือได้ว่าเป็นปีสุดท้ายที่แบงก์ชาติทั่วโลกได้รีดเร้นกำลังภายในออกมาใช้ให้เต็มที่จนถึงทางตัน ก่อนจะส่งไม้กระตุ้นเศรษฐกิจผลัดต่อไปให้กระทรวงการคลังทำหน้าที่ต่อในปี 2017 นี้อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2008 นั้นรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนักมาหลายปีต่อเนื่อง และทำให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องรับบทหนักในการขุนกระตุ้นเศรษฐกิจกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยหลักๆ แล้วจะดำเนินการผ่าน 2 กลไกสำคัญ คือ การลดอัตราดอกเบี้ย และการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการซื้อคืนพันธบัตร
บทบาทของธนาคารกลางถูกกล่าวขานอีกครั้งในช่วงต้นปีที่แล้ว หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เริ่มหันมาใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบเหมือนกับแบงก์ชาติหลายแห่งในยุโรป ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็เดินหน้าใช้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่มขึ้นอีกในเดือน มี.ค. จากที่เคยเริ่มประเดิมไปตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งความพยายามทั้งหมดนี้มีขึ้นก็เพื่อผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้บรรลุถึงเป้าหมาย หรือที่จริงแล้วก็คือ พยายามไม่ให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมากกว่า เนื่องจากยังมีแรงกดดันของราคาน้ำมันโลกขาลง และเศรษฐกิจโลกที่ยังซึมเซาก็ยังกดการบริโภคเอาไว้ด้วย
อย่างไรก็ดี หลังจากผ่านเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2016 ธนาคารกลางขนาดใหญ่เหล่านี้ก็มาถึงจุดที่ตระหนักได้ว่า เริ่มมาถึงทางตันและแทบไม่เหลือกระสุนให้กระตุ้นอย่างมีประสิทธิภาพได้มากนัก ดอกเบี้ยติดลบถูกมองว่าเป็นตัวฉุดผลกำไรของภาคธนาคาร ทำให้คนออมเงินตื่นกลัวกับดอกเบี้ยเงินฝากที่แทบไม่เหลืออะไร และต้องหันไปพึ่งการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นแทน ขณะที่การซื้อคืนสินทรัพย์ก็นำไปสู่การเก็งกำไรมากกว่าจะเป็นการลงทุนอย่างแท้จริง และทำให้ไม่เหลือพันธบัตรมากพอต่อการเข้าซื้อ
ที่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย และมีความยืดหยุ่นทางการคลังมากพอที่จะใช้มาตรการทางการคลังเข้าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศแล้วจะเห็นได้ว่า สามารถขับเคลื่อนจีดีพีประเทศไปได้ไกลกว่ามาก อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย หรือแม้แต่จีนเอง ก็ยังต้องใช้การลงทุนของรัฐมาช่วยพยุงเศรษฐกิจยามที่การผลิตและส่งออกยังทรงตัวอยู่
บีโอเจเริ่มปรับทิศทางในช่วงท้ายของปีด้วยการหันไปมุ่งดูแลยิลด์เคิร์ฟพันธบัตรเพื่อดันเงินเฟ้อแทน สร้างความงุนงงให้หลายฝ่ายกับกลไกที่ซับซ้อนขึ้นของญี่ปุ่น ขณะที่อีซีบีเริ่มขยายการซื้อคืนพันธบัตรไปถึงหุ้นกู้ในบางธุรกิจ ทว่าที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงก็คือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% พร้อมส่งสัญญาณเตรียมขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าอีก 3 ครั้ง หรือมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงในปีหน้าที่จะมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นแกนหลักแทน
สหรัฐในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นประเทศที่ประกาศมุ่งสู่การลงทุนภาครัฐอย่างเด่นชัดที่สุด ภายใต้ทิศทางที่จะผ่านงบประมาณขาดดุลอีกมหาศาลเพื่อใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวนับ 10 ปี โดยมีมูลค่าการลงทุนระหว่าง 5 แสน - 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.9-35.8 ล้านล้านบาท) โดยจะลงทุนในสาธารณูปโภคต่างๆ ตั้งแต่ถนน ท่าเรือ สนามบิน โครงการน้ำ เพื่อสร้างงานให้ชาวอเมริกันและกระตุ้นการบริโภค
แม้ว่าหลายฝ่ายยังกังขาว่าแผนการนี้จะเป็นเพียงแค่การขายฝันหรือไม่ เพราะปัญหาหลักของสหรัฐยังคงอยู่ที่การผ่านงบขนานใหญ่ในยามที่ประเทศไม่ได้มีความยืดหยุ่นทางการคลังมากพอเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชียหรือยุโรป แต่อย่างน้อยที่สุด การที่เฟดรับลูกโดยส่งสัญญาณเตรียมขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าเดิมในปีหน้าก็พอจะบ่งชี้ได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2017 น่าจะแข็งแกร่งขึ้นและเปลี่ยนไปในทางเติบโตมากขึ้นในปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ จนเฟดมีแนวโน้มต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วรับทิศทางเงินเฟ้อปีหน้า
ขณะที่ฝั่งยุโรปเองที่เริ่มตันกับนโยบายการเงิน ก็มีทิศทางหันเข้าสู่การลงทุนภาครัฐมากขึ้นแทนเช่นกัน โดยรัฐบาลอังกฤษเตรียมแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมา 5 แสนล้านปอนด์ (ราว 22 ล้านล้านบาท) เพื่อหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนในยุคที่อังกฤษกำลังจะมุ่งหน้าออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต
ฝั่งเอเชียนั้นดูจะรับลูกการส่งไม้ต่อจากแบงก์ชาติถึงคลังได้มากกว่า เนื่องจากหลายประเทศยังมีความยืดหยุ่นทางการคลังมากพอ และบางประเทศก็ยังต้องควบคุมเรื่องหนี้ที่พุ่งสูงจากการผ่อนนโยบายการเงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จีนเองซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าใครในการใช้นโยบายการคลังหนุนเศรษฐกิจ เตรียมพุ่งเป้าทุ่มเงินไปที่การลงทุนพัฒนาระบบรางเป็นพิเศษ โดยประกาศแผนการลงทุนระยะยาวถึงปี 2020 กับระบบรางมูลค่า 3.5 ล้านล้านหยวน (ราว 18 ล้านล้านบาท) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเชื่อมต่อทั่วประเทศ เฉพาะการลงทุนระบบรถไฟความเร็วสูงนั้นจะมีระยะทางถึงราว 3 หมื่นกิโลเมตร หรือมากกว่าเส้นทางถนนจากนิวยอร์กถึงลอสแองเจลิส 6 เท่า
ส่วนญี่ปุ่นที่เริ่มถึงทางตันและบีโอเจเพิ่งจะยอมรับความล้มเหลวด้วยการลดคาดการณ์เป้าหมายเงินเฟ้อลงเมื่อเดือนที่แล้ว ก็หันไปมุ่งทางการคลังมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอยู่แล้วก็ตาม โดยเมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เพิ่งผ่านร่างงบประมาณปี 2017 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 97.5 ล้านล้านเยน (เกือบ 29.8 ล้านล้านบาท) ขณะที่เกาหลีใต้ผ่านร่างงบประมาณปี 2017 ออกมา 3.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานราว 22.1%
แม้ทิศทางของปี 2017 นี้ยังเต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอนสูง ทว่าอย่างน้อยที่สุด การหันเข้าสู่มาตรการทางการคลังนำโดยการลงทุนของภาครัฐ ก็น่าจะช่วยตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้อีกยกในยามที่แบงก์ชาติอาจต้องพักยก และมุ่งจับตาเรื่องเสถียรภาพการเงินกับทุนเคลื่อนย้ายในยามที่เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกกำลังปรับทิศทางการเงินใหม่ในปีนี้







