posttoday
สังคมสวยด้วยกฎหมาย?

สังคมสวยด้วยกฎหมาย?

01 มกราคม 2560

โลกนี้ถ้าไม่มีกฎหมายจะเป็นอย่างไร? ปีเก่าผ่านไปแล้วอีกปีหนึ่ง ต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านเข้ามาอีกปีหนึ่งเช่นกัน

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

โลกนี้ถ้าไม่มีกฎหมายจะเป็นอย่างไร?

ปีเก่าผ่านไปแล้วอีกปีหนึ่ง ต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านเข้ามาอีกปีหนึ่งเช่นกัน โดยที่เราไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในปีนี้ แม้จะมีโหรหรือคนเด่นคนดังออกมาพยากรณ์ แต่ก็หาความแน่นอนอะไรไม่ได้

ว่ากันว่าการเมืองการปกครองสมัยใหม่ที่ปกครองกันด้วยรัฐธรรมนูญ (ที่ใครๆ ก็แปลว่า “กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ”) เกิดขึ้นก็เพื่อสร้าง “ความแน่นอน” ให้กับการปกครองบ้านเมือง เพราะการปกครองในยุคก่อนหน้านั้นเป็นการปกครองโดย “ตัวบุคคล” ที่หาความแน่นอนไม่ได้ ถ้าได้ผู้ปกครองที่ดี บ้านเมืองก็ดี ตรงกันข้ามถ้าตัวผู้ปกครองแย่ บ้านเมืองก็ย่ำแย่วายวอดไปด้วย ปราชญ์ฝรั่งท่านจึงให้สร้างกฎหมายที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้นขึ้นมาเพื่อควบคุมผู้ปกครอง แล้วเรียกระบบนี้ว่า “นิติรัฐ” ที่หมายถึงการปกครองที่ยึดกฎหมายเป็นหลัก

คือ หลักบ้านหลักเมือง ไม่ใช่หัวหลักหัวตอ

ปัญหาการมีกฎหมายในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่มีกฎหมายที่ดี ที่เหมาะสม อยู่อย่างเพียงพอหรือไม่ บางท่านกลับว่าประเทศไทยมีกฎหมายมากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ (มากจนกระทั่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายทำงานไม่ไหว ต้องถูกมาตรา 44 ยุบไปเมื่อวันก่อน) แต่ปัญหาของเรานั้นอยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมาย” โดยเฉพาะตัวผู้ใช้กฎหมายที่รวมถึง “องค์กรที่ใช้กฎหมาย” นั้นเป็นเบื้องต้นด้วย

อย่างเช่น ตำรวจ แต่แรกในสมัยที่เริ่มตั้งขึ้น ก็มีฐานะแค่ “แขกยาม” คอยตรวจตราร้านค้า ย่านที่อยู่ และคอยเคาะแผ่นเหล็กบอกเวลา (ท่านจึงเรียกว่า “ตำรวจ” มาจากภาษาเขมรว่า “ตรวจ”) ครั้นมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงจัดตั้งเป็นกรมกอง แบ่งเป็นนครบาล เป็นภูธร แล้วขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคของคณะราษฎรมาจนถึงยุคทหารครองเมือง ต่อเนื่องด้วยเผด็จการครองเมือง แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตย นักเลือกตั้งก็ชอบที่จะเอาใจตำรวจ ด้วยหวังพึ่งพิงใช้ตำรวจเป็นฐานอิทธิพลต่างๆ ตำรวจเลยใหญ่โต “คับบ้านคับเมือง” โดยไม่ต้องเบ่งกล้ามด้วยตนเอง เพราะมีผู้มีอำนาจทั้งหลายนั่นแหละมา “โค้ชชิ่ง” ให้

สมัยที่นักการเมืองบางจำพวกได้ขึ้นครองเมืองนั่นเอง ใน พ.ศ. 2545 ก็มีการตั้ง “กรมกระบองอันใหม่” ที่เรียกว่า DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งหลายคนบอกว่าจะเป็น “ยักษ์ตนใหม่” แต่ผู้เขียนที่สมัยนั้นยังเขียนคอลัมน์อยู่ในหนังสือพิมพ์แนวการเมืองบางฉบับ ได้วิจารณ์ว่าน่าจะเป็น “กระบองอันใหม่” มากกว่า ซึ่งเราก็คงได้เห็นฤทธิ์เดชของยักษ์ตนนี้พอสมควรแล้วว่าทำอะไรได้เข้าท่าบ้างไหม

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปหรือแก้ไของค์กรและบุคลากรในหน่วยงานเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ดังจะเห็นได้จากการปฏิรูปตำรวจที่ประสบความล้มเหลวเรื่อยมา โดยที่มีตัวตำรวจเองนั่นแหละเป็นอุปสรรคและออกมาคัดค้านล้มเลิกครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นก็เป็นเพราะความใหญ่โต “คับบ้านคับเมือง” ที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้น มันใหญ่โตเสียจนแม้แต่ผู้มีอำนาจเองก็ต้อง “เกรงใจ” จึงทำให้องค์กรเหล่านี้ “ได้ใจ” คือมีความสุขความพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ โดยไม่ยอมให้ใครมาแตะต้อง หรือ “ล้วงคอ” ได้

ตัวอย่างของการปล่อยปละละเลยในการใช้กฎหมายมีให้เห็น “ตำตา” อยู่มากมาย ไม่ว่าจะบนท้องถนนที่เป็นเรื่องของจราจรรถรา ตามตรอกซอกซอยที่มีการยึดพื้นที่เกะกะไปด้วยรถราและข้าวของต่างๆ การยึดพื้นที่สาธารณะทำมาหากินและครอบครองโดยเจ้าหน้าที่ได้แต่ทำตาปริบๆ (บ้างก็ว่าขยิบตาแบบรู้กันและเพื่อ “ขออาศัย” กัน) เหล่านี้เป็นการทำให้เกิดสังคมแบบ “ปากว่าตาขยิบ” “ขอกันกิน” ที่สุดคือทำให้คนไทยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ชอบใช้อิทธิพลเส้นสาย ไร้ระเบียบวินัย แล้วเราก็เห็นคนพวกนี้ออกมา “เพ่นพ่าน” อยู่เต็มท้องถนน รวมทั้ง “กร่าง” อยู่ในทุกซอกทุกมุมของเมืองไทย อันเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไม่จบไม่สิ้น

การบริหารบ้านเมืองยุคใหม่ดูเหมือนว่ากำลัง “เอือมระอา” ต่อการที่เรามีกฎหมายมากๆ แต่ “ทำอะไรได้ไม่มาก” จึงมีความพยายามที่จะให้มาตรการอื่นๆ มาใช้ควบคู่กับกฎหมายนี้ด้วย โดยเฉพาะ “กฎทางสังคม” อันประกอบด้วย วัฒนธรรมประเพณี ศีลธรรม และจริยธรรม ที่รวมถึงศาสนานั้นด้วย ดังจะเห็นได้จากการเน้นย้ำเรื่องหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานทางจริยธรรมต่างๆ ซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ “สังคมทัณฑ์” ที่ให้สังคมควบคุมดูแลกัน แต่ปัจจุบันนี้ได้ยกศีลธรรมและจริยธรรมเหล่านั้นให้เข้มข้นขึ้นเป็นระดับของการบังคับใช้ให้เป็นกฎหมาย ถ้าใครละเมิดข้อปฏิบัติทางสังคมเหล่านี้ ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

แต่การบังคับทางจริยธรรมนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่มาก อันเกิดจากผู้ใช้หรือองค์กรที่ใช้นั้นเช่นกัน แม้แต่ในองค์กรระดับบนของประเทศ เช่น รัฐสภา ก็ยังเห็นความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎทางจริยธรรมนั้นอยู่ คือ เมื่อสมาชิกรัฐสภาทำผิดก็มีการอะลุ้มอล่วยกัน เว้นโทษหรือลงโทษสถานเบา ซึ่งเป็นไปตลอดจนถึงส่วนราชการต่างๆ ที่ไม่มีความจริงจังในการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว ยังคงช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และทำงานแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” มีความเกรงอกเกรงใจจนการบริหารเสียหาย อันทำให้สังคมยิ่งย่ำแย่ดำดิ่งลงไปอีก

บางทีผู้ใช้กฎหมายนั่นเองที่ทำให้กฎหมายดู “อัปลักษณ์” หรือน่าอับอาย ยกตัวอย่างกรณี “วัดดัง” ที่หน่วยงานราชการและบุคคลต่างๆ ร่วมฟ้องคดีเป็นร้อยๆ คดี แต่หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าตำรวจ DSI องค์กรปกครองท้องถิ่น ฯลฯ ต่างก็เอาแต่เล่น “ชักเย่อ มอญซ่อนหา ปิดตาตีแมว” ให้ชาวบ้านผู้ติดตามข่าวหัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน จนถึงขั้นเป็น “ปาหี่ข้ามปี” และ “เอือมระอา” มาหลายปี ทำให้คนไทยเชื่อว่า “ความหน้าทนจะช่วยให้ตนอยู่รอด” อันเป็นค่านิยมที่เกิดจากความไร้น้ำยาของผู้ใช้กฎหมาย

 คนเลยหมดความนับถือกฎหมายและผู้รักษากฎหมาย สุภาษิตที่ว่า “สังคมใดมีกฎหมายมาก ย่อมหมายถึงสังคมนั้นชั่วร้ายเลวร้ายมาก” อาจจะต้องเปลี่ยนเป็น “สังคมใดมีผู้บังคับใช้กฎหมายมากๆ แต่ไม่บังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้องและยุติธรรม ก็ยิ่งชั่วร้ายและเลวร้ายยิ่งกว่าการมีกฎหมายมากๆ นั้นเสียอีก”

 ปีใหม่ขอให้ทุกท่านสวัสดีอย่าง “ถูกกฎหมาย” ด้วยเทอญ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน