posttoday
ทาย

ทาย

30 ธันวาคม 2559

โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์

โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ในช่วงปลายปีข้าพเจ้ารักษานัดกับครูสอนประวัติศาสตร์เสมอมาไม่เคยขาด ในสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ที่เราคุยกันจนบางทีลืมเวลานั้น มักได้วกไปคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเวลาอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่แปลกอะไร เพราะเป็นการคุยกับคนที่ศึกษาสังคมมนุษย์ในเงื่อนไขของเวลามาตลอดชีวิตการทำงาน อย่างคราวนี้พอเจอกัน ครูก็พลิกหนังสือเล่มหนึ่งที่ถืออยู่ในมือให้ดู เป็นหนังสือรวมบทพระนิพนธ์ของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรเล่มหนึ่ง แต่แทนที่ครูจะพูดถึงเรื่องราวในอดีต ครูกลับชวนคุยเกี่ยวกับการพิจารณาอนาคต คือเรื่องการทาย

บทความของพระองค์วรรณฯ ที่ครูพลิกให้ดูมีชื่อว่า “คำขวัญปีใหม่” ครูบอกว่าเดี๋ยวนี้ช่วงปีใหม่ไม่มีใครอยากอ่านคำขวัญกันแล้ว ถ้าพระองค์วรรณฯ ยังทรงทำหนังสือพิมพ์อยู่จนถึงตอนนี้ ไม่รู้ท่านจะยอมให้โหราจารย์มาทายอนาคตบ้านเมืองขึ้นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ท่านไหม แต่ที่ครูชี้ให้ดูจริงๆ ในบทความนี้ไม่ใช่ตรงคำขวัญ “บำเพ็ญกรณี ไมตรีจิต วิทยาคม อุดมสันติสุข” ของพระองค์วรรณฯ แต่ตรงวิธีที่ท่านใช้ทายอนาคตของการเมืองไทย

พระองค์วรรณฯ ทรงเขียนบทความนี้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่นาน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบใหม่ย่อมก่อให้เกิดความคาดหวังและการคาดการณ์ไปต่างๆ ครูชี้ให้ข้าพเจ้าดูว่าในการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบอบการเมือง พระองค์วรรณฯ ไม่ได้ทายแบบโหราศาสตร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแบบเฉพาะเจาะจง แต่ทรงใช้ประโยชน์จากความรู้ประวัติศาสตร์มาแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป อะไรจะเป็นตัวกำหนด การเปลี่ยนแปลงจะมีลักษณะอย่างไร จะนำไปสู่ผลแบบไหน

ครูหันมาถามข้าพเจ้าว่าอ่านแล้วลองบอกซิว่าพระองค์วรรณฯ มีวิธีทาย มีวิธีมองเข้าไปในอนาคตอย่างไร จากบทความที่ครูให้อ่าน ข้าพเจ้าเห็นกลวิธีสำคัญสำหรับการคาดการณ์ที่น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อคนเรียนคนทำงานในสายสังคมศาสตร์ ซึ่งคำหลังนี้พระองค์วรรณฯ ก็เป็นคนสร้างขึ้นมาให้เราใช้เหมือนกัน

ถ้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะไม่เหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะมีวิธีคาดการณ์อะไรเกี่ยวกับอนาคตได้บ้าง ในบทความนี้ พระองค์วรรณฯ ทรงสาธิตกลวิธีหลายอย่างให้เราเห็น กลวิธีหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการกำหนดจินตภาพเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ว่าเราเลือกจะมองการเปลี่ยนแปลงด้วยภาพหรืออุปมาแบบไหน พระองค์วรรณฯ ทรงเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงให้เราพิจารณา 2 แบบใหญ่ๆ และใช้ภาพการเปลี่ยนแปลงแต่ละแบบนั้นเสนอการคาดการณ์พลวัตที่จะเกิดขึ้นต่อไป

แบบแรกมองภาพการเปลี่ยนแปลงเป็นการเข้าแทนที่ และหาว่าอะไรคือของใหม่ที่เข้าแทนที่ของเก่าและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยมีอยู่แต่เดิมนั้นไป การเปลี่ยนระบอบการปกครองไม่เพียงเป็นการแทนที่ระบอบเก่าด้วยระบอบใหม่ แต่ยังเป็นการเข้าแทนที่ความคิดความสัมพันธ์ชุดเก่าด้วยความคิดความสัมพันธ์ชุดใหม่ เช่นความคิดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ที่แต่ละคนแต่ละฝ่ายจะพึงมีต่อกันอันเกิดจากการเป็นผู้ทรงสิทธิและการหาทางเรียกร้องปกป้องรักษาสิทธิ เมื่อมองการเปลี่ยนแปลงด้วยภาพแบบนี้ การทายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็จะเป็นการพิจารณาถึงผลและผลข้างเคียงที่ความสัมพันธ์แบบสิทธิ ซึ่งเข้ามาแทนความสัมพันธ์แบบเดิมที่ตกค้างอยู่ จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นในสังคม

ภาพการเปลี่ยนแปลงแบบที่ 2 ที่พระองค์วรรณฯ ทรงใช้คาดการณ์อนาคตการเมืองไทยคือภาพอุปมาให้มองการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดตามมาว่ามีลักษณะเหมือนกับการแกว่งตัวของลูกตุ้มนาฬิกา ทรงเขียนว่า “การปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้นเปรียบประดุจการแกว่งแห่งลูกตุ้มนาฬิกา ถ้าแกว่งไปข้างซ้ายไกล ก็ย่อมกลับแกว่งไปข้างขวาไกล ถ้าแกว่งแรงไปข้างหนึ่ง ก็ย่อมกลับแกว่งแรงไปอีกข้างหนึ่ง” ทรงให้ตัวอย่างว่าถ้าการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญสร้างแรงเหวี่ยงไปทางหนึ่งมาก เช่น จัดอำนาจให้ “ฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจโดยสิทธิ์ขาด” ก็จะก่อให้เกิดปฏิปักษ์ที่เห็นว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นการกระทำโดยพลการ และหาทางที่จะดึงเอาอำนาจนั้นกลับคืนมา ซึ่งอาจลงเอยที่การ “รบราฆ่าฟันกัน”

กลวิธีน่าสนใจอีกแบบหนึ่งที่พระองค์วรรณฯ ทรงใช้ทายคาดการณ์อนาคตคือการมองประวัติศาสตร์โดยเทียบเคียง ในบทความทรงยกภาษิตฝรั่งเศส “วารดิถีตามกัน แต่ก็ต่างกัน” และภาษิตอังกฤษ “ประวัติศาสตร์ย่อมอุบัติซ้ำ” ขึ้นมาเพื่อแสดงมติว่าประเทศต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน แม้ว่าบริบทที่เป็นกาละและเทศะของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นในแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่เช่นการปฏิวัติ เราสามารถคาดการณ์พลวัตที่จะตามมาได้จากการศึกษา “วิสัย” ของการยึดอำนาจในประวัติศาสตร์ว่ามันดำเนินไปตามวงจรอย่างไร โดยวิธีเดียวกันนี้ที่ Diderot ศึกษาประวัติศาสตร์โรมันที่ทำให้เขาทายล่วงหน้าได้แม่นยำว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างที่จะเกิดในการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นในที่สุดแล้วจะลงเอยที่การก้าวขึ้นมาของเผด็จการ

อีกเครื่องมือหนึ่งที่พระองค์วรรณฯ ทรงใช้ทายเหตุการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้ มีข้อน่าสังเกตว่าท่านไม่ได้ใช้วิธีมองหาตัวแปรต้นส่งผลต่อตัวแปรตามอย่างที่นักสังคมศาสตร์สมัยนี้นิยมกัน แต่ทรงพิจารณาเป็นระบบการทำงาน ซึ่งในที่นี้คือระบบการเมือง ว่าด้านหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบส่วนต่างๆ ทำงานดุจ “ตัวจักรกำกับกันและคานกัน” อยู่อย่างไร จึงจะทำให้การปกครองดำเนินไปได้โดยราบรื่น และอีกด้านหนึ่งคือการพิจารณา “ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่เป็นผู้ดำเนินการ” ที่เป็นผู้ใช้กลไกตามระบบนั้น ทำงานให้เกิดประสิทธิผลอย่างไรขึ้นมา การพิจารณาเงื่อนไขเชิงคุณภาพของทั้งสองส่วนที่อิงอาศัยกันและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในระบบนี้คือเครื่องมือที่ทรงใช้คาดการณ์อนาคตของการเมืองไทย

เมื่อฟังที่ข้าพเจ้าว่าแล้ว ครูเปรยออกมาสั้นๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุยว่าคุณภาพของคนชั้นปกครองแต่ก่อนดีอยู่มาก

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69