มหากาพย์ยึดทรัพย์ 'ยิ่งลักษณ์' เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว
ปี 2560 ต้องจับตาชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายกับการต่อสู้คดี
โดย...ปริญญา ชูเลขา
ปี 2560 ต้องจับตาชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายกับการต่อสู้คดีที่ถูกอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้องฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังพิจารณาไต่สวน
ย้อนที่มาที่ไปมหากาพย์คดีรับจำนำข้าวเริ่มขึ้นเมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.) ยื่นคำร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เข้ามาไต่สวนยิ่งลักษณ์ เมื่อปี 2555 จากนั้น ป.ป.ช.ใช้เวลา 2 ปี ในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนมีมติชี้มูลความผิด
จนนำมาสู่การถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 9 พ.ค. 2557 พร้อมกับการดำเนินคดีอาญา ในวันที่ 17 ก.ค. 2557 นอกจากนี้ ในส่วนของคดีอาญา ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ อสส. ซึ่งในที่สุดมีความเห็นสั่งฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ ประทับร้องฟ้อง เมื่อต้นปี 2558
คดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้อนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ทั้งสิ้น 14 ปาก กำหนดไต่สวน 5 นัด และอนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยทั้งสิ้น 42 ปาก กำหนดไต่สวน 16 นัด โดยการไต่สวนพยานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. 2559
ทำให้คาดการณ์กันว่าระยะเวลาการดำเนินคดีรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์อาจลากยาวไปถึงกลางปี 2560 เวลาที่เหลืออยู่จึงน่าติดตามการต่อสู้ทางคดีของยิ่งลักษณ์ จะรอดพ้นบ่วงกรรมคดีอาญาหรือไม่
ส่วนคดีฟ้องแพ่งที่ดำเนินการคู่ขนานกับคดีอาญา เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ
ครั้งนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นประธาน ได้สรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วงเงิน 286,640 ล้านบาท พร้อมส่งแฟ้มหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลัง ที่มี มนัส แจ่มเวหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง มีมติให้เรียกค่าเสียหายยิ่งลักษณ์ 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท พร้อมกับทำหนังสือเสนอ รมว.คลัง ลงนามคำสั่งทางปกครองแจ้งยิ่งลักษณ์ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าว
คดีนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกระนาด เพราะตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดฯ ต้องมีการเรียกค่าเสียหายที่เหลือกับผู้เกี่ยวข้องในคดีโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 142,868 ล้านบาทด้วย
คดีนี้จึงตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อเข้ามาสอบสวนว่ามีหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เบื้องต้นหน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เหลือ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งเป็นส่วนของรัฐมนตรี กลุ่มอนุกรรมการที่เกี่ยวกับนโยบายข้าว ประมาณ 2,000 รายชื่อ และกลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ และองค์กรต่างๆ ประมาณ 4,000 ราย รวมทั้งสิ้น 6,000 กว่าราย
ทันทีที่ตัวเลขดังกล่าวออกมา สร้างความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ เพราะเกี่ยวโยงในหลายกระทรวง แม้แต่บริษัทเอกชนยังขวัญผวากลัวจะติดร่างแหไปด้วย
ขณะที่ความคืบหน้าในการเช็กบิลข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น อยู่ในกำมือของ ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่ไล่ไต่สวนคดีทุจริตเก็บรักษาบัญชีรายการสินค้าข้าวของรัฐบาลที่นำเข้าเก็บหรือนำออกจากโกดังไซโลทั่วประเทศ
จากการตรวจสอบ พบว่า มีปริมาณข้าวหาย ข้าวเสื่อมคุณภาพ และข้าวไม่ตรงกับมาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจริง รวมจำนวน 986 คดี โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตาม เร่งรัดสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า และคณะอนุกรรมการสอบสวนขยายผลคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า
สำหรับการทำงานของ ป.ป.ท.ลำดับแรกจะสอบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ความเสียหายอยู่ในขั้นตอนใด แล้วในขั้นตอนที่เสียหายมีบุคคลหรือกลุ่มใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวบ้าง จากนั้นจะนำไปพิจารณา ไม่ใช่ว่าจะไปเคาะหรือชี้เอาความผิดบุคคลใดได้ตามอำเภอใจ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทุจริตรับจำนำข้าวทั้งหมด 986 คดี สามารถจำแนกตามหมวดหมู่ ได้แก่ 1.ข้าวหาย 2.ข้าวผิดประเภท 3.ข้าวไม่ได้มาตรฐาน 4.ข้าวเสื่อมคุณภาพ ล้วนเป็นคดีที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอบสวนแล้ว
เบื้องต้น พบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปร่วมกระทำผิดกับเอกชนจริง สำหรับขั้นตอนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งคดีให้ ป.ป.ท.พิจารณา โดยคณะอนุกรรมการแต่ละชุดจะไปรวบรวมเอกสาร หลักฐานแล้วมาตรวจสอบ หากชี้มูลว่าไม่ผิดก็ให้ยุติ แต่หากพบว่ามีความผิดจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อส่งฟ้องต่อไป
อาจกล่าวได้ว่า ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่า จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพราะถูกกลั่นแกล้ง โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ยืนยันจะสู้คดีในชั้นศาลจนถึงนาทีสุดท้ายในวันที่ศาลนั่งบัลลังก์พิพากษาทั้งคดีแพ่งและอาญา
สำหรับขั้นตอนในการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจากยิ่งลักษณ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ แม้การสอบสวนแล้วเสร็จและมีคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่อาจบังคับคดีให้จ่ายเงินชดเชย หรือ เข้าไปยึดทรัพย์ได้ทันที เพราะมีขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลปกครอง หรือร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ระงับการบังคับคดีได้
คดีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นวาจาไว้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ว่า “ต้องมีคนรับผิดชอบ” กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น 2 ปีที่เหลือของรัฐบาลตามโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้จะเอาคนผิดมาลงโทษ รัฐบาลจะเร่งปิดคดีแพ่งและอาญากับกลุ่มข้าราชการที่มีเอี่ยวโครงการรับจำนำข้าว
สังคมต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่า รัฐบาล คสช.จะกล้าเชือดคนผิดหรือไม่ รวมทั้งจะสามารถฝ่ากระแสมรสุมทางการเมืองไปได้หรือไม่ หากยิ่งลักษณ์เกิดหลุดคดี หรือต้องติดคุกและโดนยึดทรัพย์จริงๆ


