
ทบทวนประมูลยาง
การเปิดประมูลยางในสต๊อกของรัฐบาล ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งทั้งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ผู้รับผิดชอบโดยตรง และฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องทบทวนเพื่อมิให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
การเปิดประมูลยางในสต๊อกของรัฐบาล ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งทั้งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ผู้รับผิดชอบโดยตรง และฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องทบทวนเพื่อมิให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
ข้อห่วงใยสำคัญซึ่งสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) นำมาเป็นประเด็นร้องทุกข์ต่อศาลปกครอง คือ การออกประกาศเชิญชวนให้มาประมูลตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค.เป็นต้นมา ทำให้ราคายางพาราซึ่งกำลังพุ่งขึ้นถึงกิโลกรัมละประมาณ 78 บาท ตกลงมาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 71 บาท
ประเด็นหลักคือ เครือข่ายเกษตรกรทราบข้อมูลว่า ยางพาราอยู่ในภาวะขาดแคลนผลผลิต และกลุ่มผู้ส่งออกไม่สามารถจัดหายางพาราเพื่อส่งออกให้ลูกค้าได้ เป็นปัจจัยทำให้ราคาผลผลิตที่ออกมาในช่วงนี้พุ่งสูงขึ้น แต่ทันทีที่ กยท.ประกาศประมูลยางพาราในสต๊อก นั่นหมายถึงจะมียางพาราจำนวนมากเข้าสู่ตลาด จึงทำให้ผู้ส่งออกมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องแข่งขันรับซื้อจากเกษตรกรเพียงอย่างเดียว
ภาวะซึ่งกลุ่มผู้ส่งออกคาดการณ์ว่ากำลังจะมียางล็อตใหญ่เข้าสู่ตลาดนี่เอง ซึ่งทำให้ราคารับซื้อจากเกษตรกรรายย่อยที่เคยพุ่งสูงต้องลดต่ำลงอย่างทันทีทันใด และสิ่งที่เกิดขึ้นกยท.ในฐานะผู้ประกาศเชิญชวนให้ประมูล จึงตกเป็นจำเลย ฐานขายยางแข่งกับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องสูญเสียรายได้
ข้อเสนอของเครือข่าย สยยท.นั้นนับว่าน่าสนใจ กยท.ในฐานะดูแลรับผิดชอบเรื่องยางพาราของประเทศ ควรต้องกำหนดจังหวะก้าวของการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง แน่นอนว่ายางที่รัฐบาลเก็บไว้ในสต๊อกจำนวนมากถึง 3.1 แสนตันนี้ จะต้องหาทางระบายออก เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ แต่การเลือกปล่อยโดยเปิดประมูลในช่วงที่ตลาดกำลังขาดแคลนนั้น ก็เสมือนกดราคาของเกษตรกรรายย่อย
กยท.จะอ้างว่าค่อยๆ ทยอยปล่อย ไม่ได้เปิดประมูลเพียงครั้งเดียวหมดทั้ง 3.1 แสนตัน ก็เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล ในภาวะที่เกษตรกรกำลังได้ประโยชน์เช่นนี้ แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะมีโอกาสในการสร้างประโยชน์ให้แก่ทางราชการอย่างสูงสุด แต่หากต้องเป็นการแข่งขันกับเกษตรกร และจะทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเสียประโยชน์ก็ถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง
การเลื่อนเปิดประมูลยางในสต๊อกเหล่านี้ออกไปจนกว่าหมดฤดูกาล จนถึงช่วงผลัดใบในเดือน มี.ค. ซึ่งถึงขณะนั้นเกษตรกรก็ไม่สามารถกรีดยางได้อีก ขณะที่ยางในตลาดโลกก็จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลน จึงย่อมเป็นโอกาสดีที่ กยท. หรือหน่วยงานรัฐต่างๆ จะเปิดประมูลเพื่อหาประโยชน์ในภาวะยางขาดตลาดได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย
ภารกิจของการยางแห่งประเทศไทย คือ การบริหารจัดการยางพาราในประเทศแบบครบวงจร เพื่อให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัว และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องยึดถือผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลักสำคัญ
ดังนั้น ข้อห่วงใยต่อการเปิดประมูลยาง 3.1 แสนตันในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทบทวนอย่างจริงจัง







