
3.2% ต่ำไปหรือเปล่า
โดย...สมชาย สกุลสุรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรัตน์
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.5 เท่าเดิม และได้ประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวของจีดีพีของประเทศในปีหน้าว่าจะขยายตัวเท่ากับอัตราการขยายตัวในปีนี้ว่าจะขยายตัวเท่ากับอัตราการขยายตัวในปีนี้ที่ 3.2%
ผมเชื่อว่า กนง.ได้ประเมินตัวเลขตามหลักการและข้อมูลทางวิชาการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สังเคราะห์ไว้ แต่ผมเชื่อโดยอาศัยลางสังหรณ์ว่า
จีดีพีของไทยจะขยายตัวมากกว่าที่ กนง.ประเมินไว้ ของพรรณ์นี้เขาว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ใช่ไหมครับ
ประเด็นที่ผมสังหรณ์ต่างจาก กนง.เรื่องแรก คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะหายไปปีหน้า 2.2 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน เพราะผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์จีนผิดกฎหมายหรือทัวร์ศูนย์เหรียญที่โด่งดัง สำหรับประเด็นนี้ผมเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนคงลดลงชั่วคราว เพราะบางคนจองทัวร์ประเภทนี้ไว้ต้องล้มเลิกการเดินทางมาเมืองไทย บางคนกลัวถูกจับกุมถูกลูกหลงไปตามประสาเจ๊กตื่นไฟ แต่พอทุกอย่างเข้าที่บรรดาอาเฮียอาตี๋ทั้งหลายก็จะเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทยตามปกติ
ผมเชื่อของผมอย่างนี้ เพราะเผอิญมีเพื่อนเป็นคนเชียงใหม่ เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้เมืองเชียงใหม่ถูกคนจีนยึดครองไปเรียบร้อยแล้ว มีทั้งนักท่องเที่ยว คนจีนที่มาซื้อทรัพย์สินตั้งหลักปักฐานอยู่อาศัยหรือทำธุรกิจอยู่ในเชียงใหม่ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรคนจีนตัดเมืองไทยไม่ขาด เพราะทราบว่าเมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่ง คือ ภูเก็ต ก็อยู่ในสภาพเดียวกับเชียงใหม่
ท่านว่าไทยจะหาแหล่งท่องเที่ยวที่ไหนที่มีที่พักราคาถูก ห้องพักในโรงแรมใหญ่กว่าอพาร์ตเมนต์ที่บรรดานักท่องเที่ยวจากเมืองจีนอยู่อาศัยในบ้านเกิดของตัวเอง มีอาหารดีราคาถูกให้กินตลอด 24 ชั่วโมง ทุกหนทุกแห่งมีแหล่งบันเทิงคุณภาพดีราคาถูกให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนกัน หน้าตาคล้ายๆ กันไม่บอกก็ไม่รู้ว่าเป็นคนจีนหรือคนไทย หรือไทยปนจีน
ผมว่าใกล้ๆ ตรุษจีน หรือวันหยุดยาวประจำชาติ ถ้าไม่มาเที่ยวเมืองไทยเอง บริษัทคงส่งมาให้เที่ยวเมืองไทยเป็นโบนัสที่ทำงานมาตลอดทั้งปี เพราะส่งไปญี่ปุ่นก็แพง เจ้าระเบียบ สะอาดเกินไป ทั้งลึกๆ มีความหลังฝังใจกันอยู่ ยิ่งถ้าไปยุโรปไปอเมริกาแล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาไทยคงขาดทั้งปัจจัยและเวลาที่จะไปท่องเที่ยว ส่วนฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า ก็เบื่อแล้ว ไม่ค่อยเหมือนไปต่างประเทศ สู้มาเมืองไทยดีกว่า สรุปแล้วผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวจีนปีหน้าจะกลับมาตามปกติ เหมือนคนไทยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นยังไงยังงั้น
ประเด็นที่ 2 คือ เรื่องการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% และภาคการผลิตจะขยายตัวต่ำมาก ลางสังหรณ์ของผมบอกว่า เรื่องนี้เอาแน่ไม่ได้ เพราะการผลิตได้ชะลอตัวมาหลายปีแล้ว บรรดาสินค้าคงคลังหรือสต๊อกเริ่มลดลงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควร คือ ถ้าไม่ผลิตเพิ่มจะไม่มีสินค้าขาย เขาจำเป็นต้องผลิตเพิ่ม เผอิญผมไม่มีตัวเลขสินค้าคงคลังของประเทศ สำหรับสินค้าประเภทต่างๆ อยู่ในมือที่พอมีก็บอกไม่ได้เพราะเป็นสินค้าคงคลังของบริษัทที่ดูแลอยู่ แต่โดยหลักการอย่างน้อยธุรกิจต้องมีสินค้าคงคลังอยู่ในมือจำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า เดือนหนึ่งบ้าง สามเดือนบ้าง สุดแต่ประเภทของสินค้า
ถ้าลางสังหรณ์ของผมถูกต้อง การลงทุนของเอกชนในภาคการผลิตอาจจะเพิ่มขึ้น และอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ถ้าราคาสินค้าและวัตถุดิบมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น
บางทีเรื่องระดับปริมาณสต๊อกในระบบเศรษฐกิจทาง ธปท.อาจจะมีข้อมูลและได้นำไปใช้ในการคำนวณตัวเลขการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนแล้ว เผอิญผมไม่มีก็ต้องอาศัยลางสังหรณ์ไปก่อน
มีแนวโน้มที่น่าจะทำให้นักลงทุนไทยหันกลับมาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น อีกอย่างหนึ่งเพราะตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนด้วยว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะไม่เอาทีพีพี โดยไทยยังไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก จึงทำให้นักลงทุนไทยแห่กันไปลงทุนในเวียดนามที่สมัครเรียบร้อยแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ถ้าสหรัฐไม่เอาทีพีพี ความได้เปรียบของเวียดนามที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐจะหมดไปแทนที่นักลงทุนไทยจะเสี่ยงไปลงทุนในต่างประเทศ สู้หันมาลงทุนในเมืองไทยไม่ดีกว่าหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหน่วยราชการไทยใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนไทยลงทุนในประเทศเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้ประเทศและคนไทย แทนที่จะไปลงทุนต่างประเทศ เพราะปัจจัยที่อาจทำให้จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตหลักได้ถูกขจัดออกไปโดยประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ
ประเด็นที่ 3 ผมสังหรณ์ว่าเมื่อเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และอัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นเมื่อสหรัฐปรับอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าอีก 3 ครั้ง ตามที่ผู้ว่าการธนาคารชาติแย้มไว้เป็นนัยๆ อัตราเงินเฟ้อในเมืองไทยอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจที่ชะงักงันมานาน ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคเกรงว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องขยายกำลังการผลิต แก้ไขปัญหาการลงทุนชะงักงันที่ใครต่อใครเป็นห่วง บางทีนโยบายที่น่าจะนำมาใช้ คือ ทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆ ขึ้นบ้างก็น่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นกว่า 3.2% ตามลางสังหรณ์ของผมก็ได้
ประเด็นสุดท้ายที่ทำให้ผมสังหรณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะสูงกว่า 3.2% คือ ดูเหมือนรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจจะให้สัมภาษณ์แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวปีหน้า เพราะการลงทุนภาครัฐหลายแสนล้าน และสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ทำไว้ จะเริ่มส่งผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้อ่านไม่เชื่อลางสังหรณ์ของผม ก็ควรเชื่อท่านรองนายกฯ เพราะท่านดูแลเศรษฐกิจอยู่ และคงมีข้อมูลอะไรที่น่าเชื่อถือกว่าลางสังหรณ์ของผมแน่นอน
ใกล้ปีใหม่แล้วครับ คิดอะไรให้เป็นบวกเข้าไว้ดีกว่า เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของท่านเอง
ส่วนจะโตเท่าไร ไว้รอให้ท่านผู้รู้ออกมาบอกก็แล้วกันครับ







