
วิวาทะเลือดพระธาตุ
หลายปีก่อนผมเคยดูสารคดีของ History Channel เรื่องพระธาตุเลือดของนักบุญเจนนาโร (San Gennaro/Saint Januarius)
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
หลายปีก่อนผมเคยดูสารคดีของ History Channel เรื่องพระธาตุเลือดของนักบุญเจนนาโร (San Gennaro/Saint Januarius) ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี “พระธาตุเลือด” ได้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 นับแต่นั้นก็มีรายงานว่าเลือดของนักบุญที่จับตัวเป็นก้อนจะละลายเป็นของเหลวได้เอง ต่อมาเกิดประเพณีขึ้นว่าจะมีการตรวจก้อนเลือดนักบุญเจนนาโร ถ้าปีไหนเลือดไม่ละลายแสดงว่านักบุญไม่เอ็นดูชาวเมืองนาโปลี แต่ปีไหนกลายเป็นของเหลวแสดงว่าท่านโปรด โชคจะดีมีวาสนากันทั้งเมือง เมื่อปีที่แล้ว โป๊ปไปร่วมพิธีด้วยแต่เลือดนักบุญละลายแค่ครึ่งเดียว แปลว่าท่านรักชาวนาโปลีแค่ครึ่งใจ
แต่ปีนี้เลือดไม่ละลาย ทำเอาชาวเมือง (และชาวโลกจำนวนหนึ่งที่เชื่อถือ) พากันตกอกตกใจว่า ปีนี้เป็นปีที่ถูกสาปโดยแท้ ซึ่งเข้าเค้าพอสมควร เพราะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นไม่เว้นเดือน ไหนจะชนวนความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศจนหวิดจะกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศอีก บางคนยังบอกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน มีคราวหนึ่งเลือดไม่ละลายอย่างนี้เหมือนกัน ผลก็คือเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ติดตามมา
จริงเท็จอย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่านก็แล้วกัน
สารคดีที่ผมดูพยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้ โดยสรุปว่าเลือดของนักบุญที่เป็นก้อนๆ สามารถละลายได้ถ้ามีเหตุปัจจัย คือ มืออุ่นๆ ที่อุ้มโกศแก้วไว้แล้วโยกไปมา (ซึ่งในพิธีเขาทำอย่างนี้จริงๆ) นานเข้าเลือดก็จะละลายเอง พร้อมนำเลือดมาทดลองให้เห็นกันจะจะ (จำไม่ได้ว่าเลือดอะไร)
ปัญหาก็คือเลือดของนักบุญเจนนาโรเดี๋ยวละลายเดี๋ยวไม่ละลาย แถมยังมีอายุตั้ง 1,700 ปี ถ้าเป็นของจริงก็น่าทึ่งเอาการ (แต่พึงเข้าใจว่าช่วงยุคกลางในยุโรปมีการปลอมพระธาตุนักบุญขายกันเป็นล่ำเป็นสัน เหมือนเมืองไทยสมัยนี้เปี๊ยบ)
พอดีผมเห็นนักวิทย์บ้านเราพยายามพิสูจน์เรื่องพระธาตุเลือด ในช่วงเวลาที่บ้านเราเพิ่งสูญเสียพระเถระสำคัญ จนเกิดวิวาทะขึ้น ผมเลยนึกถึงเรื่องที่อิตาลีขึ้นมา เพราะอื้อฉาวพอกัน
การพิสูจน์พระธาตุเลือดของนักบุญเจนนาโรมีหลายครั้ง แต่ครั้งที่ก่อเรื่องวุ่นวายที่สุด คือประมาณปี 2006 องค์กรพิสูจน์เรื่องลี้ลับชื่อ CICAP (ซึ่งหนึ่งในสมาชิกคือ อุมแบร์โต เอโก นักเขียนชื่อดัง) บอกว่าพระธาตุนี้ปลอมแหงๆ เป็นผลงานของนักสร้างพระธาตุยุคกลาง เพราะน่าจะใส่สาร Thixotropic เอาไว้ เวลาเขย่าไปมาของเหลวที่จับตัวก็จะละลาย เป็นกลเม็ดวิชาเล่นแร่แปรธาตุอย่างหนึ่ง
CICAP อธิบายได้เป็นวิทยาศาสตร์ดีและเข้าเค้าข้อมูลการปลอมพระธาตุในยุคกลาง แต่ปรากฏว่าคนอิตาเลียนไม่พอใจกันมาก เพราะวิถีของคนประเทศนี้ผูกติดกับศาสนาอย่างเหนียวแน่น แม้จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (จี7) ก็ตาม
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุดถึงที่สุด ชวนให้คนตีกันมากที่สุด ไม่ใช่ว่าพิสูจน์ “เรื่องปาฏิหาริย์” ไม่ได้ แต่ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์นิดหนึ่ง และต้องไม่ทำอย่างมีอหังการ มมังการ เพราะแนวคิดของศาสนากับวิทยาศาสตร์มันยังขัดกันอยู่ ต่อให้พิสูจน์ได้ในทางวัตถุ ก็ใช่ว่าจะสามารถเปลี่ยนใจของศาสนิกได้ในทันใด
ผมมองว่า ในสังคมที่ศาสนายังแข็งแกร่ง การพิสูจน์เชิงประจักษ์ควรมุ่งท้าทายความเชื่อที่เป็นอันตรายต่อสังคมเอาไว้ก่อน ส่วนที่เป็นความเชื่อทั่วๆ ไปในทางศาสนา (เชื่อผีเชื่อพุทธอะไรก็ตามแต่) ที่ไม่มีพิษมีภัยต่อสังคมก็ปล่อยๆ ให้เขาเชื่อไปเถิด ถือว่าถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน พอสบช่องคนสงสัยมากๆ ค่อยแทรกเข้าไปช่วยพิสูจน์หรืออธิบาย ไม่แน่ว่าในอนาคตความถ้อยทีถ้อยอาศัย อาจทำให้ศาสนาและวิทยาศาสตร์ปรองดองกันได้ แต่ถ้ามาตั้งแง่ใส่ผมว่าอีกร้อยปีพันปีก็ไม่มีทางญาติดีกัน
เรื่องพระธาตุบ้านเราผมคงแสดงความเห็นอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่เชื่อว่าพระธาตุนั้นเกิดจากเหตุปัจจัยที่อธิบายได้ แต่คงไม่ใช่แค่คำอธิบายชุดเดียวอย่างที่ทดลองกันเป็นแน่







