
คสช.กับอนาคตประเทศไทย
ชื่อเรื่องวันนี้อาจดูใหญ่แต่เนื้อในเล็กๆ ถ้าเป็นไปตามโรดแมปที่ คสช. “กล่อมขวัญ” คนไทยเรื่อยมาว่า
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ชื่อเรื่องวันนี้อาจดูใหญ่แต่เนื้อในเล็กๆ
ถ้าเป็นไปตามโรดแมปที่ คสช. “กล่อมขวัญ” คนไทยเรื่อยมาว่า จะมีเลือกตั้งภายในปี 2560 นี้ “อย่างแน่นอน” ก็คงจะมีเวลาอีกไม่นานที่ คสช.จะอยู่ในอำนาจ แต่หลายคนเชื่อว่า แม้ คสช.จะไม่เล่นการเมืองด้วยการลงเลือกตั้งหรือเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง แต่ คสช.ก็จะคงมีอิทธิพลหรือคอยกำกับควบคุมอยู่ภายนอก รวมถึงที่จะส่ง “นอมินี” มากุมอำนาจไว้ในส่วนต่างๆ ของระบบการเมือง ทั้งในรัฐสภาและรัฐบาล ที่ว่ากันว่าอาจจะมีอำนาจต่อไปอีกเป็นสิบๆ ปี
ข้อสังเกตนี้เห็นได้ชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะได้ใช้เร็วๆ นี้ ในส่วนที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ” ถึงขั้นที่ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการจัดทำและบริหารจัดการยุทธศาสตร์ชาตินั้นขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยในการทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาชาติในด้านต่างๆ นี้ ได้กำหนดระยะเวลาไว้ถึง 20 ปี ทั้งนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาตินี่เองอาจจะมีคนของ คสช.เข้ามาร่วมด้วยอยู่จำนวนหนึ่ง และคงจะต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลมากจึงจะสามารถทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายนั้นได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งเราก็ต้องคอยดูต่อไปว่าจะเป็นใคร โดยมีคนคาดเดาว่า น่าจะเป็น “บิ๊กๆ” ใน คสช.เองนั่นแหละ
ผู้เขียนไม่ได้กังวลเรื่องการคงอยู่ในอำนาจต่อไปของ คสช. แต่อยากร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้คนที่มีความห่วงใยในอนาคตของประเทศ ว่ารูปแบบการบริหารประเทศนั้นมีหลายวิธี ซึ่งในทางวิชารัฐศาสตร์ที่มองการบริหารสืบเนื่องเข้าด้วยกันกับรูปแบบของการเมืองการปกครองในประเทศต่างๆ จะมี 3 วิธีใหญ่ๆ คือ บริหารด้วยแผน บริหารด้วยวิสัยทัศน์ และบริหารด้วยอุดมการณ์
“การบริหารด้วยแผน” เป็นที่นิยมอยู่ในประเทศที่มีการปกครองแบบสังคมนิยม รวมถึงประเทศเผด็จการและประเทศคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์นี้จะเน้นไปในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเรียกระบบการบริหารแบบนี้ว่า “เศรษฐกิจและสังคมโดยการวางแผน” สำหรับประเทศไทยก็เกือบจะมีการปกครองแบบนี้ในสมัยที่คณะราษฎรเสนอ “สมุดปกเหลือง” หรือเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาก็ได้ใช้ระบบการวางแผนนี้มาขยายความช่วยเหลือเพื่อหาพันธมิตรมาร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งไทยก็ยินดีเข้าร่วมอันเป็นที่มาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีมาตั้งแต่ปี 2504 นั้น แต่ปัจจุบันได้ลดความสำคัญลงไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว
“การบริหารโดยวิสัยทัศน์” เป็นรูปแบบของการจัดการรัฐแนวใหม่ ที่ตำราฝรั่งเรียกว่า New Public Administration [NPA] หรือที่ผู้นำไทยตั้งแต่ยุค “ตาดูดาวเท้าติดดิน” (อดีตนายกฯ หนีคดี) เรียกว่า “การบริหารโดยยุทธศาสตร์” โดยจะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ตลอดจนการวิเคราะห์ 4 ด้าน คือ จุดอ่อน จุดแข็ง ภัยคุกคาม และโอกาส ที่เรียกว่า SWOT ว่ากันว่าเป็นการบริหารที่ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายใช้กันอยู่ อย่างไรก็ตาม การบริหารแบบนี้จะเน้นการแข่งขันหรือเปรียบเทียบกัน นัยว่าจะทำให้มีการพัฒนาร่วมกันไปในภาคส่วนต่างๆ ซึ่งในกรณีของประเทศไทยก็ทำให้เรามี “ความทุกข์” หลายประการ เพราะองค์กรและหน่วยราชการจะต้องถูก “บีบเค้น” ให้แสดง “สมรรถนะ” ประกวดกัน จนไม่เป็นอันพัฒนาประเทศตามปกติ
“การบริหารด้วยอุดมการณ์” เป็นการบริหารด้วยความคาดหวังของผู้คนในสังคม มักจะเกิดขึ้นในคราวที่มีวิกฤตหรือเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง โดยมักจะมีลักษณะของการชี้นำ เนื่องจากในวิกฤตดังกล่าวก็จะต้องมีผู้มาแก้วิกฤต อย่างที่เรียกว่า “วีรบุรุษ” บ้าง “อัศวินม้าขาว” บ้าง ซึ่งผู้นำนี่เองที่จะออกมากำหนดอุดมการณ์หรือความคาดหวังนั้นให้แก่สังคม โดยเฉพาะในการสร้างชาติหรือเพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าว อย่างกรณีของประเทศไทยก็อย่างเช่น อุดมการณ์ “โลกพระศรีอาริย์” ตอน เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือ “โชติช่วงชัชวาล” ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้น ทั้งนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ด้วย “ความชอบธรรม” ของผู้นำนั้นๆ เป็นสำคัญ
หันมาดูวิธีการบริหารประเทศของ คสช.จะพบว่าใช้ทั้ง 3 รูปแบบนี้ผสมผสานกัน เริ่มต้นนั้น คสช.ได้อำนาจมาด้วยการทำรัฐประหาร อันเป็นผลมาจากวิกฤตของประเทศที่มีความขัดแย้งของกลุ่มมวลมหาประชาชน (กปปส.) กับกลุ่มคนเสื้อแดงและ นปช. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมากู้วิกฤต แล้วปกครองโดยคณะรัฐประหารที่เรียกว่า คสช.นี้ ซึ่งอุดมการณ์ที่ใช้ก็คือ “ปฏิรูปประเทศ” ด้วยความชอบธรรมในฐานะผู้ได้ครอบครองรัฏฐาธิปัตย์เพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในขณะที่สภาพการบริหารราชการและหน่วยงานของรัฐเป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐแนวใหม่ที่มีมากว่าสิบปีนั้น ที่ประกอบด้วยยุทธศาสตร์และเป้าหมายต่างๆ ตามที่ผู้มีอำนาจในแต่ละยุคนั้นจะกำหนด ซึ่งก็ได้ผลอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เนื่องจากการปรับตัวอย่างยากลำบากของระบบราชการไทยที่เป็นเช่นนั้นเสมอมา
ในขณะเดียวกัน คสช.ก็มีแนวคิดที่จะใช้การบริหารด้วยการวางแผน ถ้ามองในทางทฤษฎีอย่างที่ได้กล่าวมาก็เข้ากันได้กับความต้องการเป็น “ผู้ควบคุม” เพราะปัญหาของประเทศไทยมีมากและรุนแรงมากๆ ทั้งสิ้น โดยที่เราก็เห็นแนวเหล่านี้ออกมาเป็นระยะ นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อย่างเคร่งครัดและรัดกุม
อันส่งผลถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้งที่บรรดานักการเมืองต่างก็พากันออกมา “ร้องโอ๊ย” เพราะเต็มไปด้วยมาตรการที่แข็งกร้าวพร้อมด้วยบทลงโทษที่รุนแรงหากละเมิด
แน่นอนว่าการที่ คสช.มีแนวคิดกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไปอย่างน้อย 20 ปีตามที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว ก็ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จะต้องมีการใช้ “ยาแรง” นี้ไปอีกนาน
สาธุ ขอให้ “คุณหมอ คสช.” ทำได้จริงๆ







