
ดาวโ จนส์ 2หมื่นอย่าวางใจ ไม่ใช่จุดชี้ชัดศก.สหรัฐพุ่งทะยาน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าตลาดหุ้นนิวยอร์กจะพลาดแรงส่งต่อเนื่องเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ไม่สามารถดันให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ขึ้นไปแตะระดับ 20,000 จุด ได้ตามความคาดหวังของนักลงทุน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐได้ทะยานขึ้นมาอย่างร้อนแรงและต่อเนื่อง นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง
หลังจากวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ วันที่ 8 พ.ย.เป็นต้นมา ดาวโจนส์พุ่งทะยานไปทุบสถิติใหม่แล้วถึง 17 ครั้ง โดยเหลืออีกเพียง 25 จุด ก็จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่ระดับ 20,000 จุด และกลายเป็นข่าวดีที่สร้างความคึกคักไปทั่ววงการตลาดทุนทั้งในสหรัฐและทั่วโลก ท่ามกลางความหวังว่าจะยังไม่หยุดสถิติใหม่เพียงเท่านี้
ซีเอ็นเอ็นมันนี่ได้รวบรวมข้อมูลถึงวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ดาวโจนส์ทะยานขึ้นไปแล้วมากกว่า 8% เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่พุ่งขึ้นไปถึง 5.5% นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง โดยเป็นผลมาจากเงินที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ราว 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.33 ล้านล้านบาท) และโยกเข้าตลาดหุ้นมากขึ้นแทน 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.26 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง
แน่นอนว่าตราบใดที่ โดนัลด์ ทรัมป์ และว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ ยังไม่ประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการชัดเจนออกมาว่าจะทำและไม่ทำอะไร หรือในขอบเขตเท่าใด โดยเฉพาะในช่วงฮันนีมูน 100 วันแรกของการบริหารงาน ตลาดหุ้นสหรัฐก็ยังมีเวลาให้ไต่ระดับขึ้นไปได้อีก จากความ “คาดหวัง” ต่างๆ ที่มีต่อทรัมป์
อาจกล่าวได้ว่าตลาดน่าจะยังมีแรงส่งต่อเนื่องอีกยาวจนถึงอย่างน้อยที่สุดในวันที่ 20 ม.ค. 2017 ที่ทรัมป์จะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งใหม่ ซึ่งในระหว่างนี้ตลาดก็ยังขึ้นไปได้ต่อเนื่องและมีแนวโน้มสูงที่จะได้เห็นดาวโจนส์ผ่านทะลุ 20,000 จุด จากการคาดหวังว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายลดภาษีนิติบุคคล ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอื่นๆ ที่มีแนวโน้มเป็นบวกต่อภาคธุรกิจ ในฐานะที่ ครม.ทรัมป์และคณะที่ปรึกษาต่างเต็มไปด้วยมหาเศรษฐีนักลงทุนหลักพัน-แสนล้าน ที่เป็นคนวงในของวอลสตรีท
อย่างไรก็ตาม หากจะเดิมพันกับตลาดกระทิงระยะยาว และเชื่อว่านี่คือสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังจะกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 อาจต้องบอกว่าเร็วเกินไปที่จะชี้ชัดได้ และยังอาจเป็นการมองเพียงด้านเดียวมากเกินไป
เจสัน เชนเกอร์ ประธานบริษัทวิจัยตลาด เพรสทีจ อีโคโนมิกส์ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า ภาวะกระทิงของตลาดหุ้นสหรัฐอาจเผชิญการสะดุดลงได้ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ที่นโยบายของทรัมป์เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นมาแล้ว
เพราะแม้ว่าทรัมป์จะทำตามอย่างที่พูดเอาไว้จริง ทั้งการลดภาษีและการลงทุนภาครัฐ แต่นโยบายเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนๆ กว่าที่จะเห็นผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมออกมา ทั้งกว่าที่จะผ่านออกมาเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ และเงินที่เติมเต็มเข้าไปจนเห็นผลต่อจีดีพี และยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่จะเห็นผลทวีคูณ (Multiplier Effect) จากมาตรการของรัฐเหล่านี้
“อาจเป็นเวลา 6 เดือน 9 เดือน หรือ 12 เดือน กว่าที่คุณจะได้เห็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากนโยบายกระตุ้นทางการคลังเหล่านี้ แต่ในระหว่างนั้นคุณจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น เพราะการเทขายตราสารหนี้และจากความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวขึ้นจนกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ” เชนเกอร์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของภาคธุรกิจก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพราะหลังจากความคาดหวังต่อทรัมป์หมดไป ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นตัวชี้ชัดว่าการฟื้นตัวของสหรัฐนั้นจะเป็นของจริงมากน้อยแค่ไหน
เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มแบงก์นั้นทำผลงานได้ดีกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจากได้ความคาดหวังว่าทรัมป์อาจจะยกเลิกหรือปรับแก้กฎหมายดอดด์-แฟรงค์ ที่คุมภาคอุตสาหกรรมการเงิน แต่กลับกลายเป็นว่าดัชนีดาวโจนส์มีผลงานทั้งปีทะยานขึ้นแซงหน้าเอสแอนด์พี 500 และเป็นการแซงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ทั้งที่อุตสาหกรรมสหรัฐยังปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ปัจจัยพื้นฐานตัวนี้นี่เองที่เป็นตัวรั้งไม่ให้ดาวโจนส์ขึ้นไปแตะ 20,000 จุด ได้ง่ายๆ เกินไป เนื่องจากบริษัทใหญ่บางรายทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2017 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลประกอบการที่ไม่โดดเด่นมาก พอจะสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะฟื้นตัวอย่างรุ่งโรจน์ อาทิ เฟดเอ็กซ์ ที่มีผลประกอบการพลาดเป้าไปจากที่คาดการณ์ ส่งผลให้หุ้นร่วงไปเกือบ 3% เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.
โมฮัมเหม็ด เอล-อีเรียน หัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของอลิอันซ์ ให้มุมมองกับออสเตรเลียน ไฟแนนเชียล รีวิว ว่า นักลงทุนกำลังมองบวกมากเกินไป โดยไม่ได้คิดเผื่อว่าจะเกิดความผิดพลาดทางด้านนโยบาย หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในตลาด อีกทั้งยังเพิกเฉยต่อประเด็นทางการเมืองต่างๆ ด้วย
สอดคล้องกับที่ เจฟฟรีย์ กุนลาช นักลงทุนชื่อดังในสหรัฐที่เตือนว่าจะเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ตามมา เมื่อนักลงทุนเริ่มตระหนักถึงความจริง โดยหันมาประเมินรัฐบาลทรัมป์กันใหม่อย่างจริงจัง
เพราะต้องไม่ลืมว่าในบรรดานโยบายทั้งหลายที่ผลักดันให้อเมริกากลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งภายใต้ธีมหลักอเมริกามาก่อนนั้น ก็ยังมีนโยบายอีกหลายอย่างเช่นกันที่มุ่งเป็นศัตรูกับจีนและอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกีดกันทางการค้า หรือนโยบายทางสังคมและการเมือง ซึ่งที่สุดแล้วก็ย่อมส่งผลกระทบทางอ้อมกลับมาถึงเศรษฐกิจสหรัฐในที่สุด โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ออกไปทำธุรกิจทั่วโลกในยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้
ภายหลังจากที่ทุกฝ่ายเริ่มมองเห็นความเสี่ยงมากขึ้นในรัฐบาลทรัมป์ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ รวมถึงมองเห็นความชัดเจนมากขึ้นในปีหน้าว่าทรัมป์จะทำอะไร และจะอยู่ในขอบเขตมากน้อยแค่ไหน ถึงเวลานั้นตลาดอาจหันกลับมามองปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจริงกันอีกครั้ง และเริ่มหันมาคุยถึงความเสี่ยงในด้านต่างๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการปรับพอร์ตใหญ่ มีเงินทยอยไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง กลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง จากปัจจุบันที่มูลค่าตลาดหุ้นโลกขยายตัวแล้วถึงราว 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 108 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา
สหรัฐเองเคยเผชิญปัญหาฟองสบู่แตกมาแล้วหลายรอบ จึงไม่น่าแปลกใจหากหลายฝ่ายจะทยอยออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งในรอบนี้







