
การบริหารความกลัว
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
การที่พลเมืองชาวเน็ตกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันต่อต้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. (2559) แล้วเลยเถิดไปชักชวนกันถล่มเว็บไซต์ของทางราชการทำให้ระบบขัดข้อง บรรดาแฮ็กเกอร์พยายามแฮ็กข้อมูลและลบข้อมูลของทางการ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายดังกล่าว
หากจำไม่ผิด อย่างน้อยก็สองครั้งแล้วที่พลเมืองชาวเน็ตตอบโต้รัฐบาลด้วยวิธีการเช่นนี้ และนี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหากคนกลุ่มนี้ไม่พอใจรัฐบาลในเรื่องต่างๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกมาชุมนุมประท้วงซึ่งอาจเป็นการผิดคำสั่ง คสช. หรือเปิดเผยตนให้เจ้าหน้าที่รู้จักตัวตน แต่ใช้วิธีนัดหมายถล่มระบบการทำงานของหน่วยงานรัฐที่อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่า
ถือว่าเป็นการประท้วงรัฐบาลในรูปแบบใหม่ ที่เวลานี้รัฐบาลมีกฎหมายที่ให้อำนาจตำรวจดำเนินการได้อย่างกว้างขวางจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วง แต่การประท้วงทางสื่อโซเชียลมีเดียแบบนี้ไม่มีผู้นำ แต่ได้ผลกว้างขวางและรวดเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงกว่า
กล่าวกันว่า พลเมืองชาวเน็ตที่เป็นคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ และมีความอ่อนไหวพร้อมที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด ซ้ำยังเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ คนรุ่นนี้ที่เรียกตนเองว่าเป็น “กลุ่มลิเบอรัล” ให้น้ำหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพจนบางครั้งลืมความรับผิดชอบที่ต้องมาพร้อมกับสิทธิเสรีภาพ และให้ความมั่นคงปลอดภัยของชาติเป็นรอง บางทีมองข้ามความเสียหายที่ประเทศชาติได้รับเพียงเพื่อขอให้ได้ทำตามสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องเป็นสำคัญ
คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หยิบเอาเรื่อง “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” มาเล่นเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ชาวเน็ตทั้งหลายว่ารัฐจะคุมท่อการติดต่อสื่อสารทางเน็ตทั้งหมด เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนที่จีนและเกาหลีเหนือทำกับประชาชนของตน ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับซิงเกิ้ลเกตเวย์เลยแม้แต่น้อย พลเมืองเน็ตที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้เริ่มถูกสังคมตั้งคำถามว่า ได้อ่านและศึกษากฎหมายฉบับนี้บ้างหรือเปล่าหรือฟังๆ ตามกันมา คนที่อยู่เบื้องหลังเอาความกลัวของพลเมืองเน็ตมาเล่นโดยอาศัยบรรยากาศของความเป็นรัฐบาลทหารที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อดึงคนที่ต่อต้านมาร่วมด้วย
ในกฎหมายนี้ไม่มีอะไรที่เป็นอย่างที่กล่าวหาเลย ตรงกันข้าม เป็นการปรับปรุง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ผ่านไปแล้ว 10 ปีให้ทันกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์พัฒนาละเอียดซับซ้อนมากขึ้น และกระทบต่อประชาชนและสังคมมากขึ้น รัฐบาลจึงหาทาง “ปกป้องคุ้มครองสิทธิ” ของประชาชนจากข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย ข่าวทำลายกันทางสื่อออนไลน์ ไม่ให้มีคนใช้สื่อออนไลน์ในการทำร้ายคนอื่น หรือ “ทำให้สังคมเสียหาย สับสนวุ่นวาย” กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชน ประเทศต่างๆ ก็มีกฎหมายในทำนองนี้
กฎหมายฉบับนี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับซิงเกิ้ลเกตเวย์ ไม่มีข้อความใดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์เลย คนที่ศึกษาร่างกฎหมายดังกล่าวน่าจะเห็นว่า เป็นประโยชน์กับประชาชนที่ใช้สื่อออนไลน์มากกว่าเกิดผลเสีย และให้หลักประกันแก่ประชาชนโดยตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน พิจารณาว่าข้อมูลใดเข้าข่ายความผิดหรือไม่ และให้ศาลเป็นผู้พิจารณาระงับ คนที่ทำผิดกฎหมายหรือใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์เท่านั้นที่จะเดือดร้อน
เราเชื่อว่าพลเมืองเน็ตกลุ่มหนึ่ง “กลัวและระแวง” โดยบริสุทธิ์ใจว่าอาจถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยรัฐบาล ข้อมูลส่วนตัวและขององค์กรจะถูกรัฐบาลเข้ามาควบคุมและใช้ประโยชน์ กลัวว่ารัฐบาลจะไปรู้เรื่องความลับของตน ไม่เฉพาะปัจเจกชนเท่านั้น กลุ่มธนาคาร หลักทรัพย์ กลัวว่ารัฐจะไปรู้เรื่องธุรกิจการเงินของพวกเขา เอาเงินกู้มาจากไหน กองทุนใดมาลงทุน ใครเป็นเจ้าของเงินทุน เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ กลัวจะกระเทือนธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจธนาคาร เงินเข้า-ออก ภาคการค้าก็กลัวรัฐเข้าถึงข้อมูลการติดต่อซื้อขายสินค้า การเสียภาษี ข้อมูลส่วนตัวของบุคคล ข้อมูลการเงิน ธุรกิจระหว่างประเทศ กลัวสรรพากรมาตรวจสอบบัญชีธุรกิจ กลัวรัฐบาลเข้ามาแทรกแซง กลัวความเสี่ยงด้านธุรกิจ สรุปคือ “ประชาคมชาวเน็ตทั้งปัจเจกชนและธุรกิจภาคเอกชน” ต่างกลัวกันหมด
แต่ “การต่อรอง” โดยทำให้งานแผ่นดินเสียหายเช่นนี้คงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนัก หน่วยงานรัฐที่ต้องบริการประชาชนเกิดอุปสรรค โดยเฉพาะหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ให้บริการคนเจ็บป่วย หน่วยทหารเกิดอุปสรรคในการป้องกันประเทศ มหาดไทยเกิดอุปสรรคในการบริการประชาชนอย่างไรก็ดี การให้บริการประชาชนในเรื่องต่างๆ จะหยุดชะงักหากเน็ตล่ม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมในภาพรวม
ความกลัวและความหวาดระแวงทำให้พลเมืองเน็ตกลุ่มนี้อาจไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริง แต่ทำตามกันไป ความกลัวทำให้ “ปฏิเสธ” ไว้ก่อนทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี วิธีบริหารจัดการกับความกลัวดังกล่าว เป็น “หน้าที่” ที่ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติ แห่งชาติต้องตอบคำถามที่พวกเขาสงสัยให้ชัดเจน และต้องวางแผนชี้แจงล่วงหน้ามานานพอควร
ในปี 2560 รัฐบาลจะเสนอร่าง “พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์” ที่ละเอียดอ่อนมากกว่า และมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกเป็นชุดที่กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นผู้รับผิดชอบ เชื่อว่าอาจมีการปลุกระดมต่อต้านมากกว่าครั้งนี้
ดังนั้น รัฐบาลต้องเริ่มวางแผนในการชี้แจงทำความเข้าใจกับพลเมืองเน็ตทั้งหลาย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่หวังจะใช้เรื่องนี้ปลุกระดมให้คนออกมาโจมตีรัฐบาล เพราะยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้าใจว่าพรรคการเมืองคงมียุทธการแปลกๆ ออกมาตลอดเวลา
ถึงแม้ถูกสังคมตั้งคำถามว่าอ่านร่างกฎหมายนี้หรือเปล่า หรือฟังๆ กันมา และเชื่อตามที่ฟัง แต่ชาวเน็ตกลุ่มนี้ระมัดระวังตัวไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือและเป็นเหยื่อของกลุ่มการเมือง
ที่เข้ามาเล่นเรื่องนี้เพื่อปลุกระดมให้พลเมืองเน็ตทั่วประเทศลุกฮือ เชื่อว่า หากรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ชี้แจงและทำความเข้าใจล่วงหน้าและเป็นเวลานานพอสมควร ชาวเน็ตที่เคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจน่าจะเข้าใจดีขึ้น







