
การบัญชีที่ป้องกันความเสี่ยง
ทำไมต้องมีการบัญชีที่ป้องกันความเสี่ยง ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็ล้วนต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้กิจการประสบผลขาดทุนได้ กิจการจึงต้องปกป้องตัวเอง โดยอาจซื้อตราสารอนุพันธ์มาปิดความเสี่ยง ซึ่งหากใช้วิธีบันทึกบัญชีทั่วไปกำไรขาดทุนในงบการเงินก็อาจยังผันผวน ทั้งที่ได้ปิดความเสี่ยงแล้ว เนื่องจากกำไรขาดทุนที่เกิดจากตราสารที่ใช้ปิดความเสี่ยงกับรายการที่ต้องการปิดความเสี่ยงอาจไม่สามารถหักกลบในรอบบัญชีเดียวกันได้ ดังนั้นจึงต้องกำหนดวิธีการบัญชีเฉพาะ เพื่อให้กิจการสามารถสะท้อนผลของการบริหารความเสี่ยงในงบการเงินได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ทำไมต้องมีการบัญชีที่ป้องกันความเสี่ยง ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็ล้วนต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้กิจการประสบผลขาดทุนได้ กิจการจึงต้องปกป้องตัวเอง โดยอาจซื้อตราสารอนุพันธ์มาปิดความเสี่ยง ซึ่งหากใช้วิธีบันทึกบัญชีทั่วไปกำไรขาดทุนในงบการเงินก็อาจยังผันผวน ทั้งที่ได้ปิดความเสี่ยงแล้ว เนื่องจากกำไรขาดทุนที่เกิดจากตราสารที่ใช้ปิดความเสี่ยงกับรายการที่ต้องการปิดความเสี่ยงอาจไม่สามารถหักกลบในรอบบัญชีเดียวกันได้ ดังนั้นจึงต้องกำหนดวิธีการบัญชีเฉพาะ เพื่อให้กิจการสามารถสะท้อนผลของการบริหารความเสี่ยงในงบการเงินได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ในปัจจุบันที่ไทยยังไม่ได้ใช้ IAS 39 และไม่มีมาตรฐานการบัญชีไทยสำหรับเรื่องนี้ หลายท่านคงอยากทราบว่า กิจการบันทึกบัญชีการป้องกันความเสี่ยงกันอย่างไร ด้วยเหตุที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีนี้เอง ทำให้วิธีปฏิบัติของแต่ละกิจการแตกต่างกันไป โดยกิจการที่มีบริษัทแม่อยู่ในต่างประเทศก็อาจใช้ IAS 39 เช่นเดียวกับบริษัทแม่ เพื่อลดภาระในการจัดทำงบการเงินสองชุด แต่สำหรับกิจการเชื้อสายไทย บางแห่งก็ใช้ IAS 39 หรือบางแห่งก็ใช้วิธีเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) สำหรับการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ซึ่งการใช้วิธีการบัญชีที่แตกต่างกันก็มีผลต่อระดับผลกระทบที่จะต้องเผชิญเมื่อใช้ IFRS 9
การบัญชีป้องกันความเสี่ยงตาม IFRS 9 ไม่ได้ปรับปรุงหลักการที่สำคัญๆ จาก IAS 39 แต่เพียงปรับหลักการให้เข้ากับวิธีการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เช่น สามารถใช้การบัญชีป้องกันความเสี่ยงได้ แม้ว่าจะป้องกันความเสี่ยงเพียงสัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่ง ซึ่งเดิมจะเลือกใช้ได้เมื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวนเท่านั้น อีกทั้งยังปรับวิธีการประเมินความมีประสิทธิผลของการบัญชีป้องกันความเสี่ยงให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และวัตถุประสงค์การบริหารความเสี่ยงของกิจการมากขึ้น โดยให้กำหนดอัตราส่วนของความมีประสิทธิผลของกิจการเอง ไม่ต้องมายึดอัตราส่วนตายตัวที่ 80-125% แบบเดิม ดังนั้น การปรับโฉมครั้งนี้จึงแทบไม่มีผลกระทบในด้านลบ มีแต่จะช่วยให้กิจการสามารถสะท้อนผลของการบริหารความเสี่ยงในงบการเงินได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
สำหรับเงื่อนไขของการใช้และวิธีการบัญชีป้องกันความเสี่ยงก็คงเดิม โดยกิจการยังคงมีภาระในการจัดทำเอกสารระบุกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยง รายการที่ถูกป้องกันความเสี่ยง (Hedged Item) ซึ่งอาจเป็นสินทรัพย์ หนี้สิน สัญญาผูกมัด รายการที่คาดการณ์ไว้ และเครื่องมือที่ใช้ป้องกันความเสี่ยง (Hedging Instrument) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารอนุพันธ์ ส่วนวิธีการบัญชีก็แบ่งตามประเภทของการบัญชีป้องกันความเสี่ยงดังนี้ (1) การป้องกันความเสี่ยงในมูลค่ายุติธรรม (Fair ValueHedge) (เช่น การทำ Interest Rate Swap (IRS) แลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นลอยตัว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรม (Mark-To-Market : MTM) ของเงินลงทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่) ให้รับรู้ผลกำไรขาดทุนจากการ MTM ของ Hedged Item และ Hedging Instrument ไปหักกลบกันในกำไรขาดทุน
(2) การป้องกันความเสี่ยงในกระแสเงินสด (Cash Flow Hedge) (เช่น การทำ IRS แลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นคงที่ เพื่อป้องกันความผันผวนของกระแสเงินสดของดอกเบี้ย) ให้รับรู้ผลกำไรขาดทุนจากการ MTM ของ Hedging Instrument พักไว้ในกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) แล้วค่อยนำไปหักกลบกันในกำไรขาดทุน เมื่อ Hedged Item กระทบกับกำไรขาดทุน (3) การป้องกันความเสี่ยงในเงินลงทุนสุทธิในการดำเนินงานต่างประเทศ (Hedge of net investment in a foreign operation) ใช้วิธีการบัญชีเช่นเดียวกันกับ Cash Flow Hedge
สำหรับกิจการที่ปัจจุบันใช้วิธีเกณฑ์คงค้าง อาจได้รับผลกระทบมากกว่ากรณีที่ใช้ IAS 39 เนื่องจากปัจจุบันกิจการรับรู้เพียงดอกเบี้ยค้างรับ/ค้างจ่ายเท่านั้น และไม่เคยวัดมูลค่ายุติธรรมของ Hedging Instrument และรับรู้ในงบการเงิน หากกิจการตัดสินใจเลือกใช้การบัญชีป้องกันความเสี่ยง ก็อาจต้องมีภาระที่จะต้องจัดทำเอกสารตามที่กล่าวข้างต้น อีกทั้งยังต้องวัดมูลค่ายุติธรรมของ Hedging Instrument และรับรู้ในงบการเงิน ซึ่งอาจทำให้ฐานะของสินทรัพย์/หนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ประโยชน์ก็คือช่วยให้สามารถแสดงผลของการป้องกันความเสี่ยงในงบการเงินได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี การบัญชีป้องกันความเสี่ยงข้างต้นอาจยังไม่ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่มีการบริหารแบบกลุ่ม ซึ่งฐานะความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Dynamic Portfolio Hedge) IASB จึงอยู่ระหว่างพิจารณากำหนดวิธีการบัญชีสำหรับการบริหารความเสี่ยงแบบนี้ โดยคาดว่าจะออกเกณฑ์ในช่วงต้นปี 2562 ก็ต้องรอติดตามต่อไป
ขณะนี้เรามีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 2 ปีเต็ม ก่อนที่จะเริ่มใช้ IFRS 9 ในปี 2562 หากลองประเมินคร่าวๆ ว่าสถาบันการเงินผู้ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด มีความพร้อมที่จะใช้มากน้อยเพียงใดก็น่าจะหายห่วงได้ เพราะสถาบันการเงินค่อนข้างตื่นตัว ส่วนใหญ่ก็มีการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อประเมินผลกระทบ และเริ่มปรับปรุงระบบงานและฐานข้อมูลกันไปบ้างแล้วตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้ และสำหรับคนที่รอร่างมาตรฐานฯ ฉบับภาษาไทย สภาวิชาชีพบัญชีจะคลอดมาให้เห็นกันในปลายเดือนนี้แน่นอน พร้อมทั้งจัดสัมมนาพิจารณ์รับฟังความเห็นต่อร่างฯ จากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย สุดท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านที่ติดตามกันมาจะได้ประโยชน์จากบทความนี้บ้างไม่มากก็น้อย







