posttoday

"ข้าราชการ-การเมือง-เอกชน" ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกกันยาก

21 ธันวาคม 2559

เรื่องนี้เสี่ยงจะทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น เสี่ยงต่อการทำหน้าที่ของหน่วยราชการที่ไม่เป็นกลาง

โดย..โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

ข่าวการรับเงินค่าที่ปรึกษาประมาณ 5 หมื่นบาทต่อเดือนจากบริษัทยักษ์ใหญ่แอลกอฮอล์เเห่งหนึ่งของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางทั่วสังคม

ล่าสุด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดเสวนาหัวข้อเรื่อง "กรณีค่าที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่...ถูกหรือผิด...แก้ได้ หรือ ไร้หวัง" เพื่อหวังกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล เเละเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการที่ชัดเจนป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ทับซ้อน

การเมือง ข้าราชการ เอกชน เอื้อกันและกัน

ดร.บัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) กล่าวว่า การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและอดีตไปนั่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเอกชน นำไปสู่ความห่วงใยจากภาคประชาชน 3 เรื่องได้เเก่

1.การกำกับดูแลการทำหน้าที่ของรัฐเองจะอ่อนแอ เนื่องจากมีคนไปนั่งในบริษัทที่รัฐกำกับดูแล  2.นำไปสู่การปกป้องช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม  3.ทำให้การแข่งขันในระบบตลาดเสี่ยงต่อความเสียหาย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปนั่งในบางบริษัท

ดร.บัณฑิต บอกว่า ความใกล้ชิดที่ส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนนั้น หากมองภาพใหญ่มีอยู่ประมาณ 3 รูปแบบ คือ

1. เจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและอดีตเข้าไปรับตำแหน่งในบริษัทเอกชน ซึ่งสามารถมีอิทธิพลให้คุณให้โทษได้ 

2.ผู้บริหารเอกชน เข้าไปนั่งในตำแหน่งภาครัฐ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการกำกับนโยบาย โดยทำหน้าที่ให้คำแนะนำหรือสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานของตัวเอง 

3.นักการเมือง เข้าไปเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน พวกนี้จะรู้วิธีการตัดสินใจขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ใช้คอนเนคชั่น ประสบการณ์ พยายามขับเคลื่อนให้เกิดมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องหรือให้คุณให้โทษกับการทำธุรกิจ

“ฝรั่งเรียกประตูหมุน เหมือนการเข้าออกของคนในภาครัฐ เอกชน และนักการเมือง เรื่องนี้เสี่ยงจะทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น เสี่ยงต่อการทำหน้าที่ของหน่วยราชการที่ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม และเสี่ยงต่อประเด็นปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน”

คำถามสำคัญก็คือ เราจะลดทอนความเสี่ยงจากสภาพดังกล่าวได้อย่างไร..

ดร.บัณฑิต บอกว่า ควรมีมาตรการและกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าของรัฐใช้อำหนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน โดยอาจจะมีการออกกฎหมายเหมือนในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น

-ภาครัฐควรกำหนดแนวทางปฏิบัติของข้าราชการที่ชัดเจน ทั้งบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งและอดีต อะไรทำได้ อะไรไม่ได้  ทั้งนี้ในมุมมองของตนบุคคลใดรับเงินเดือนรัฐถือว่าเป็นข้าราชการหมด

-ภาคเอกชน ที่จะไปรับตำแหน่งของภาครัฐ ต้องกำหนดให้ชัดเจน เช่นกันว่า ทำอะไรได้บ้าง

-ภาครัฐควรกำหนดให้ข้าราชการ นักการเมือง เว้นวรรคการรับตำแหน่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ที่ตัวเองดูแลเป็นเวลา 2 ปี (Cooling of Period) เรื่องนี้จะช่วยลดเส้นสายและการใช้อิทธิพล

-ภาคธุรกิจควรยึดธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ มีความผิดชอบในการแต่งตั้งบุคคล โดยพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ พร้อมกับแสดงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

-ภาคธุกิจควรเปิดเผยรายชื่อตำแหน่งที่มีข้าราชการเข้าไปรับตำแหน่งต่างๆ ต่อสาธารณะชน 

"บางทีกฎหมายเมืองไทยมีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ ทำให้ไม่มีความชัดเจน คลุมเคลือ จากนี้จึงควรบังคับให้ชัดเจนไปเลย ที่ผ่านมาเราเคยปล่อยผ่าน แต่ถึงจุดนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาต้องการความโปร่งใส เป็นธรรม และความชัดเจน"

"ข้าราชการ-การเมือง-เอกชน" ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกกันยาก

ถึงเวลาเปิดเผยอย่างชัดเจน

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเกิดขึ้น และมีให้พบเห็นมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน โดยแฝงอยู่ในรูปเเบบต่างๆ จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเท่านั้นเอง

“ประเด็นหลักสำคัญคือ ผลประโยชน์ของบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่ได้มาจากภาคเอกชน มากกว่าเงินเดือนประจำ มันถึงเกิดปัญหาเช่นนี้มาตลอด”

เขา เล่าว่า ในอดีตก่อนมี พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ห้ามผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ผู้ใดเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ และหรือนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 3 แห่ง บรรดาปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง เเละผู้มีอำนาจตำเเหน่งใหญ่อื่นๆ พากันเป็นคนละ 10 แห่ง ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้มากมายมหาศาล ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มอัยการ

สำหรับกรณีนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เขา ตั้งข้อสังเกตว่า มีรายละเอียดที่น่าสังเกตหลายอย่าง เช่น มีการระบุในบัญชีทรัพย์สินว่าได้รับเงินเดือนละประมาณ 5 หมื่นบาท ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งแปลว่าเพิ่งได้รับเงินเมื่อตอนมีตำแหน่ง หมายความว่า บริษัทเอกชนอาจจะจ่ายให้ตามตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินจากภาคเอกชนว่า จ่ายในนามบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือ และยังไม่มีคำชี้แจงอย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่าย ทำให้ไม่มีหลักฐานแหล่งรายได้ที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามระบบ

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา พูดถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ไล่ตั้งแต่ มาตรา 103 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลภายนอก หรือกฎหมายอื่นๆ อย่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีเนื้อความที่พูดถึงข้อห้าม เข้าไปถือหุ้นส่วนหรือรับตำแหน่งในบริษัทที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทขายแอลกอฮอล์ จึงหนีไม่พ้นการถูกตั้งคำถามอย่างแน่นอน

นอกจากนั้นยังมี มาตรา 100  ในข้อที่ 4 ของ ปปช. ที่ระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุมหรือตรวจสอบหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของทางราชการหรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น

อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าว ปัจจุบัน มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารและรองผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“บรรดาข้าราชการต่างๆ รอดพ้นการกำกับข้อกฎหมายนี้ ด้วยปัญหาต่างๆ อาจจะไม่สามารถประกาศให้คลอบคลุมข้าราชการทุกคนได้ ผมจึงเสนอว่า ทำไมไม่ประกาศเฉพาะตำแหน่งสำคัญๆ ที่มีลักษณะต้องไปกำกับดูแลเอกชนต่างๆ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจใหญ่ ถ้า ป.ป.ช. มีวิธีคิด และศึกษาชัดเจน การประกาศตำแหน่งสำคัญให้ชัดเจน อาจจะแก้ปัญหาทับซ้อนได้ในระดับหนึ่ง”

ผู้สื่อข่าวรายนี้ เสนอไอเดียทิ้งท้ายถึงมาตรการให้ข้าราชการรายงานการเข้ารับตำแหน่งของตนเองในภาคธุรกิจต่างๆ พร้อมกับชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการรับตำแหน่ง ก่อนนำเสนอสู่สายตาประชาชน

“ให้มีการออกกฏหรือข้อกำหนดที่ชัดเจน ให้บรรดาข้าราชการต้องรายงาน ชี้แจงต่อหน่วยงานต้นสังกัด ว่าได้เข้าไปรับตำแหน่งภาคธุรกิจที่ไหนบ้าง มีบทบาทหน้าที่และความจำเป็นอย่างไร แล้วควรกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ไม่รายงงานต้นสังกัด ที่สำคัญ เปิดเว็บไซต์ให้สังคมสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งที่ข้าราชการเข้าไปรับนั้นมีความขัดแย้งกับผลประโยชน์หน้าที่ที่ตนเองต้องดูแล หรือเคยดูแลหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำมาหากิน เพียงแต่ห้ามทำมาหากินในลักษณะที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตำแหน่งหน้าที่คุณ”

ผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่อาชญากรรม

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกลุ่มธุรกิจการเงินธนาคารเกียรตินาคินภัทร  บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่งในกระบวนการต่อต้านคอรัปชั่น มีความซับซ้อน และการออกข้อกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เพื่อแก้ไขอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย  

“ต้องเข้าใจก่อนว่าผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ใช่เรื่องทุจริต ไม่ใช่อาชญากรรม เพียงแต่เป็นภาวะที่ต้องมีการจัดการ ซึ่งมีหลายระดับและมีต้นทุนมาก แม้แต่มาตรฐาน OECD (ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) ยังอธิบายถึงผลประโยชน์ทับซ้อนว่า ไม่สามารถดีไซน์ให้เหมือนกันทั้งโลกได้ ขึ้นอยู่กับบริบท แม้แต่ในสังคมเดียวกันประเทศเดียวกันก็ไม่สามารถดีไซน์ออกมาเป็นกฎตายตัวได้ เนื่องจากเกิดผลกระทบและมีต้นทุนสูงมาก”

อดีตคณะกรรมการนโยบายเเละกำกับดูเเลรัฐวิสาหกิจ บอกว่า เป็นไปไม่ได้ หากจะห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนในทุกกรณี แต่จำเป็นต้องจัดการเเละระวัง โดยต้องเปิดเผยทั้งแบบอย่างพับบลิคเเละไม่พับบลิค และมีกระบวนการสลายผลประโยชน์ทับซ้อน

“การจัดการปัญหามีหลายทาง เช่น การให้เจ้าหน้าที่แถลงผลประโยชน์ที่ตนมีไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทั่วไปหรือผลประโยชน์ในกรณีเฉพาะหน้า เเละหากมีปัญหาขึ้นให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกนอกกระบวนการตัดสินใจในกระบวนการตัดสินใจนั้น คือ ไม่ต้องลาออก แต่หากมีเรื่องนี้ขึ้นมา คุณไม่เกี่ยวนะ มีการกำกับการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น มีการจัดสรรหน้าที่ใหม่ถ้าหากมีผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้น หรือแม้ห้ามเข้าร่วมการดำเนินงานที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง” 

อดีตซุปเปอร์บอร์ดรายนี้ ย้ำอีกครั้งว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ใช่อาชญากรรม แต่ประเด็นสำคัญคือเมื่อตกอยู่ในภาวะนั้นแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งการแก้ปัญหาต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงด้วย

“ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง ว่าถ้าเราตัดเงินที่ได้รับโดยชอบออกหมด เงินที่ไม่ชอบจะโตขึ้นอีกหรือเปล่า” เขาทิ้งท้าย  

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด บอร์นมัธ พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 24 ม.ค.69