posttoday
พันธมิตรศก.จีน-ญี่ปุ่น อำนาจใหม่ถ่วงดุลสหรัฐ

พันธมิตรศก.จีน-ญี่ปุ่น อำนาจใหม่ถ่วงดุลสหรัฐ

31 สิงหาคม 2553

จีนกับญี่ปุ่นเป็นทั้งมิตรที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมให้กันและกัน และเป็นทั้งศัตรูคู่อาฆาตทั้งในสมรภูมิการฆ่าฟันและสมรภูมิเศรษฐกิจ แม้จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ และการค้าขายในปริมาณและมูลค่าที่สูงมาก (จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของญี่ปุ่นแทนที่สหรัฐเมื่อปี 2551) แต่ปรากฏว่าความบาดหมางที่ฝังลึกระหว่าง 2 ประเทศยังไม่จืดจางลงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขมขื่นที่จีนได้รับจากกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

จีนกับญี่ปุ่นเป็นทั้งมิตรที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมให้กันและกัน และเป็นทั้งศัตรูคู่อาฆาตทั้งในสมรภูมิการฆ่าฟันและสมรภูมิเศรษฐกิจ แม้จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ และการค้าขายในปริมาณและมูลค่าที่สูงมาก (จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของญี่ปุ่นแทนที่สหรัฐเมื่อปี 2551) แต่ปรากฏว่าความบาดหมางที่ฝังลึกระหว่าง 2 ประเทศยังไม่จืดจางลงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขมขื่นที่จีนได้รับจากกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

พันธมิตรศก.จีน-ญี่ปุ่น อำนาจใหม่ถ่วงดุลสหรัฐ

รอยร้าวของทั้งสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียที่ยากจะเยียวยา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะมีความพยายาม “เข้าหา” จีน แต่ในทางปฏิบัติญี่ปุ่นยังคงนโยบายที่แนบชิดกับสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่า สหรัฐต้องมาก่อนจีนไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขก็ตามแต่

ครั้นเมื่อชาวญี่ปุ่นยุติการผูกขาดของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ในฐานะรัฐบาลมานานกว่า 5 ทศวรรษ รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ปรับกระบวนนโยบายในทันที และหันมาให้น้ำหนักกับจีนยิ่งกว่าสหรัฐ มิหนำซ้ำยังผลักไสให้สหรัฐถอนฐานทัพออกจากญี่ปุ่น

เมื่อปีที่แล้ว ในทันทีหลังจากที่ ยูคิโอะ ฮาโตยามา นายกรัฐมนตรีจากพรรคดีพีเจเข้ารับตำแหน่ง ฮาโตยามาแสดงมิตรภาพต่อจีนอย่างที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใดไม่เคยทำมาก่อน โดยระบุว่า พร้อมที่จะสานสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกับผสานความร่วมมือกับจีนในการผลักดันประชาคมเอเชียตะวันออก

แม้กระทั่งเมื่อฮาโตยามาลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จในความพยายามถอนฐานทัพสหรัฐออกจากแผ่นดินญี่ปุ่น แต่นายกรัฐมนตรีคนถัดมาจากพรรคเดียวกัน คือ นาโอโตะ คัง ยังสานต่อนโยบายผูกมิตรกับจีน

มิเพียงเท่านั้นยังมีแนวโน้มที่จีนกับญี่ปุ่นจะสานความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าฐานะพันธมิตรคู่ใหม่ของเวทีมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ภายหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันหารือในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ที่กรุงปักกิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดพรมแดนการค้าความร่วมมือเพื่อผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก และการยกระดับให้ทั้งสองเป็นตลาดชั้นนำที่มีศักยภาพสูงสุดในโลก

จะเห็นได้ว่า การที่จีนก้าวขึ้นมาแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ไม่เพียงไม่ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเท่านั้น แต่ในทางกลับกันกลายเป็นโอกาสให้ “เบอร์ 2 และ เบอร์ 3” ผนึกกำลังกันอย่างหนักแน่นยิ่งขึ้น

ในความเป็นจริงแล้ว จีนกับญี่ปุ่นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเขม่นใส่กัน เพราะต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันทางการค้าและการลงทุน ส่วนฐานะในอันดับเศรษฐกิจโลกนั้นเป็นเพียงภาพมายาที่จับต้องไม่ได้

ถึงที่สุดแล้วญี่ปุ่นยังมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าจีน (สูงกว่าจีนในสัดส่วน 1/10) และมีศักยภาพด้านการลงทุนสูงกว่า ขณะที่จีนเป็นตลาดที่ใหญ่มโหฬารสำหรับญี่ปุ่น และที่สำคัญคือ เป็นที่คึกคักและ “พึ่งพาได้” ยิ่งกว่าสหรัฐ ที่กำลังง่อยเปลี้ยเสียขา ซ้ำยังพลอยรั้งให้ญี่ปุ่นต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

ดังจะเห็นได้จากเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จนล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต้องยื่นมือเข้าแทรกแซง

ยังไม่นับกรณีที่โตโยต้าต้องเรียกคืนรถในสหรัฐและทั่วโลกนับล้านคัน จนสั่นคลอนฐานะค่ายรถอันดับ 1 ที่ญี่ปุ่นเพิ่งชิงมาจากจีเอ็ม ของสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว

ภาคส่งออกของญี่ปุ่นช่วงเดือน ก.ค. ชะลอตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แต่ยังดีที่อุตสาหกรรมรถยนต์ส่งออกไปยังสหรัฐกระเตื้องขึ้น หลังจากที่โตโยต้าสามารถผ่านพ้นวิกฤตเรียกรถคืนได้ระดับหนึ่ง

แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ค่ายรถของญี่ปุ่นจะไม่ตกเป็นเป้าหมายในสหรัฐอีก? เพราะเป็นที่ทราบดีว่า สหรัฐ “อุ้ม” ธุรกิจสัญชาติตนได้อย่างแนบเนียนเพียงใด ภายใต้ข้ออ้างของทุนนิยมเสรี

สถานการณ์นี้ยิ่งกระตุ้นเร้าให้ญี่ปุ่นต้องเสริมฐานะพันธมิตรกับจีน

ความพยายามนี้ต้องยกเครดิตให้กับนายกรัฐมนตรีคัง ซึ่งไม่เพียงแต่สานต่อนโยบายของนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วเท่านั้น แต่ยังย้ำยกระดับความสัมพันธ์ให้สูงขึ้น

ก่อนหน้านี้ คังในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่เคยปริปากวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าเงินหยวนของจีน แม้กระทั่งหลังจากที่สหรัฐตำหนิที่จีนผ่อนค่าเงินหยวนไม่ยืดหยุ่นได้ดั่งใจ คังก็ยังปิดปากเงียบ

ล่าสุด โยชิฮิโกะ โนดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลคัง ไม่เพียงไม่ตำหนิจีนเรื่องค่าเงินหยวน แต่ยังตอบรับกับท่าทีของจีนที่ปล่อยให้เงินหยวนยืดหยุ่น

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ญี่ปุ่นไม่เป็นทุกข์ร้อนกับการอ่อนค่าของเงินหยวนก็เพราะญี่ปุ่นมิได้ขาดดุลการค้ากับจีน อีกทั้งการค้าของทั้งคู่ยังทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ (ภาคส่งออกขยายตัวถึง 47.1% นำเข้าจากจีนบวกขึ้นมา 24.2%) ซึ่งต่างจากกรณีของสหรัฐอย่างสิ้นเชิง

การที่ญี่ปุ่นไม่ขาดดุลการค้ากับจีนนี่เองที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่กังวลกับค่าเงินหยวน อีกทั้งยังยอมรับว่า การแข็งค่าของเงินเยน แม้จริงแล้วมาจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ และปัญหาเงินฝืดยืดเยื้อภายในญี่ปุ่น

ต้นเหตุของปัญหาเงินฝืดคือระดับราคาสินค้าที่ตกต่ำลง ดังจะเห็นได้จากดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับลดลงเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน วิธีแก้ปัญหานี้จำต้องเป็นการผลักดันระดับราคาให้เพิ่มสูงขึ้น

แต่การแก้ปัญหาจริงไม่ได้ง่ายดายเช่นคำอธิบายต้นตอปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวการของราคาตกต่ำมาจากความต้องการภายในที่ลดลง บวกกับการที่ญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป

ความต้องการภายในที่ชะลอตัวลงนั้น ญี่ปุ่นยังไม่สามารถแก้ไขได้ แม้จะงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้เป็นรอบที่ 2 แล้วก็ตาม ขณะที่การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน แม้ว่าภาคส่งออกญี่ปุ่นจำเป็นต้องกดราคาให้ต่ำลงเพื่อเจาะตลาดจีน เพราะว่าตลาดจีนคือความหวังเดียวที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในช่วงเวลาที่ตลาดญี่ปุ่นมีผู้บริโภคที่ยินดีจะใช้จ่ายน้อยลง

นี่เองคือความสำคัญของจีนในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นยังมืดแปดด้าน หาทางออกให้กับปัญหาภายในของตนไม่ได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ญี่ปุ่นต้องเอาใจจีนมากกว่าสหรัฐ และอาจถึงขั้นต้องผูกมัดในเชิงสัญญาอย่างเป็นหลักเป็นฐาน

เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า “พันธมิตร” จะไม่ทอดทิ้งภาคส่งออกของญี่ปุ่น และร่วมกันฉุดรั้ง “มิตรใหม่” จากความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ ที่แม้แต่ “มิตรเก่า” อย่างสหรัฐยังแทบเอาตัวไม่รอด

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน