ถกกฎหมายพรรคการเมือง 4 ประเด็นความห่วงใย
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา กรธ.จัดโครงการสัมมนา “ชี้แจงสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ... (ร่างเบื้องต้น)”
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดโครงการสัมมนา เรื่อง “ชี้แจงสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ... (ร่างเบื้องต้น)” ณ ห้องประชุมรัชนี 4 อาคารสันติบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร
อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. ชี้แจงว่า การจะเล่นการเมืองต้องมาในรูปแบบพรรค ถ้าพรรคไม่เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น บ้านเมืองจะเสียหายอย่างที่ผ่านมา ขณะเดียวกันถ้าจะเถียงเรื่องพรรคการเมืองต้องดูมาตรา 45 และมาตรา 258 (2) (3) (4) ว่าทำไมถึงต้องวางหลักเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม กรธ.เข้าใจดีว่าพรรคการเมืองไม่ใช่เพิ่งเริ่มเกิด ทว่าการตั้งพรรคการเมืองใหม่ต้องมีกติกาไม่ใช่จะรีเซตพรรคเดิม แต่อยากให้ทั้งหมดเข้าสู่ระบบโดยไม่บาดเจ็บ โดยพรรคการเมืองที่จะตั้งต้องมีสมาชิกก่อตั้งอย่างน้อย 500 คน และออกทุนประเดิม 2,000 บาท ไม่เกิน 5 แสนบาท
“ครั้งนี้เป็นเสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งพรรค แต่ต้องเป็นไปตามกติกาของ พ.ร.บ.นี้ ถ้าเราจะเป็นพรรคการเมืองต้องมีสมาชิก 5,000 คน และเพิ่มให้ได้ใน 4 ปี และถ้าไม่คุม นายทุนก็จะเข้าไปจ่ายเงิน ซึ่งเรากำลังปฏิรูปพรรค ไม่อยากให้พรรคเป็นของนายทุน เราต้องการสร้างประชาธิปไตยจริงๆ อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนา ก็ต้องลงทั้งแรงและเงิน”
ทั้งนี้ เงินอุดหนุนจากรัฐยังคงมีอยู่ แต่มีเงื่อนไขไม่ใช่เอามาใช้จ่ายค่าสำนักงาน แต่ให้ไปเพื่อไปสร้างกลไกประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนการคัดเลือกตัวผู้สมัครต้องเป็นแบบแผนไม่ใช่ตามข้อบังคับอย่างที่ผ่านมา กรธ.กำหนดใหม่โดยให้คัดเลือกผู้สมัครผ่านคณะกรรมการคัดเลือก
ธนาวัฒน์ สังข์ทอง เลขานุการกรรมการ คนที่ 2 ระบุว่า เงินสนับสนุนพรรคการเมือง ไม่อนุญาตให้รับจากบุคคลต่างด้าว เพื่อประโยชน์หรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจเป็นเงินที่เป็นปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือ กม. พรรคการเมืองกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคต้องเปิดเผยข้อมูลโดยเฉพาะเงินบริจาคที่ได้มาต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ก็จะมีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญรัฐต้องไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในพรรค
สำหรับเรื่องยุบพรรคนั้นเดิมกำหนดไว้หลายกรณี แต่ครั้งนี้ได้ระบุไว้ 3 สาเหตุสำคัญ 1.ล้มล้างการปกครอง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง และ 3.ให้บุคคลไม่เป็นสมาชิกเข้าครอบงำพรรค หรือพรรคการเมืองได้รับเงินจากบุคคลต่างด้าว หรือเรียกรับทรัพย์สิน ต้องยุบพรรคนั้น ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา
จากนั้นเปิดให้พรรคการเมืองที่เข้ารับฟังเสวนาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง อาทิสมหมาย บุญเฮง หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เสนอว่า หากให้สมาชิกพรรคการเมืองเสียค่าบำรุงสมาชิกเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ปัจจุบันจะเก็บให้ครบยังทำไม่ได้ ดังนั้นเสนอให้ กรธ.สร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนรู้ก่อนว่า ถ้าประชาชนต้องเสียเงินบำรุงให้กับพรรคการเมืองจะได้อะไรบ้าง
“ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าใจเหตุผลดังกล่าว ว่าจ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไรก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นอย่าเพิ่งเก็บเงินค่าสมาชิกพรรคจนกว่าเราจะเริ่มกระบวนการสร้างองค์ความรู้กระบวนการจัดการพรรคการเมืองให้เสร็จสิ้นก่อน”
จำรัส อินทุมาร หัวหน้าพรรคไทยพอเพียง สนับสนุนให้มีสมาชิก 5,000 คน ภายใน 1 ปี เพราะยังมีเวลาหายใจ และอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้เลย ไม่เช่นนั้นถึงเวลาแล้วอาจยุ่งยาก อีกทั้งไม่อยากให้เรื่องเงินเป็นปัญหา เมื่อเรื่องเงินสำคัญกลายเป็นนายทุนเข้ามาและอาจเกิดคอร์รัปชั่น ซึ่งเงินรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสำคัญ ทำให้การเมืองมีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้ ธนา ชีรวินิจ อดีต สส.กทม. เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมรับฟังเสวนาโดยไม่ได้อภิปรายแสดงความเห็น แต่ได้มอบเอกสารข้อเสนอแนะ ซึ่งสาระสำคัญเรียกร้องให้ กรธ.ทบทวนข้อกำหนดเกี่ยวกับสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริง และไม่ทำลายล้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับสมาชิกพรรคการเมือง
อย่างไรก็ดี จึงขอเสนอให้ในบทเฉพาะกาลควรอนุญาตให้พรรคการเมืองมีสมาชิกใน 2 ประเภทไปก่อน และให้สมาชิกปัจจุบันที่ยังไม่ชำระค่าบำรุงพรรคคงสถานภาพความเป็นสมาชิกไว้ แต่จะไม่มีสิทธิหรือถูกนับรวมกับสมาชิกพรรคที่ชำระค่าบำรุงพรรค โดยอาจขยายเวลาให้สมาชิกกลุ่มนี้ดำเนินตามบทบัญญัติใหม่ภายใน 4 ปี แนวทางนี้จะสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่กับพรรคการเมืองเดิม
ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.นี้มีแนวโน้มที่ทำให้พรรคการเมืองลดความสำคัญของสาขาพรรคการเมือง เนื่องจากทุกสาขาจะต้องมีสมาชิกจ่ายเงินบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งพื้นที่ที่พรรคการเมืองนั้นไม่มีผู้แทนราษฎร ทั้งนี้การมีระบบตัวแทนสมาชิกในจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้พรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองนำระบบนี้มาใช้เป็นหลัก แทนที่จะมีการตั้งสาขาโดยจะคงสาขาพรรคไว้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมาย คือ เพียงภาคละ 1 สาขาเท่านั้น เนื่องจากการใช้ระบบตัวแทนสมาชิกในจังหวัดมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า และตัวแทนของจังหวัดจะมาจากการแต่งตั้งทำให้อยู่ในการควบคุมของคณะกรรมการบริหารในส่วนกลางได้ง่ายกว่า
สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนาได้ส่งเอกสารแสดงความเห็น 6 ข้อ อาทิ การจัดตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก โดยเฉพาะกำหนดให้มีทุนประเดิมของผู้ร่วมจัดตั้ง ส่งผลให้มีกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจหรือต้องการจัดตั้งพรรคการเมืองไม่สามารถหาทุนประเดิมได้ และไม่สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้
นอกจากนี้ ไม่ควรห้ามบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้าสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เนื่องจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล จึงเสนอให้ไม่ควรบังคับสมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุง เนื่องจากขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หากบุคคลทั่วไปหรือสมาชิกพรรคมีความศรัทธาในพรรคการเมือง ก็จะแสดงความประสงค์ที่จะชำระค่าบำรุงเอง ไม่จำเป็นต้องบังคับให้สมาชิกชำระค่าบำรุง และกรณีที่นายทะเบียนจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคการเมือง หากคดีอยู่ในการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมอื่น เห็นควรให้พิจารณาคดีดังกล่าวถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยพิจารณายุบพรรคเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในผลการพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม ภายหลังตัวแทนพรรคได้สะท้อนปัญหา อุดม รัฐอัมฤต โฆษก กรธ. เผยว่า กรธ.จะนำประเด็นข้อห่วงใยไปพิจารณา คือ 1.จำนวนสมาชิกพรรคการเมือง 2 หมื่นคนมากไปหรือไม่ 2.ทุนประเดิมพรรคคนละ 2,000 บาท เพื่อให้ทุนประเดิมพรรคได้ 1 ล้านบาทนั้นมากไปหรือไม่ 3.ค่าบำรุงสมาชิกคนละ 100 บาท/ปี ควรมีหรือไม่ 4.โทษของผู้กระทำผิดต่อ พ.ร.บ.นี้แรงเกินไปหรือไม่


