'บิ๊กตู่'เร่งมือใช้มาตรา 44 สร้างผลงานก่อนสิ้นอำนาจ
ในช่วงระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 วัน ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ถึงสองครั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในช่วงระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 วัน ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ถึงสองครั้ง
ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ได้มี คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) โดยให้เหตุผลเพื่อลดความซ้ำซ้อน
ครั้งที่สองเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. โดยได้มี คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ทั้งสามหน่วยงานถูกยุบไปโดยปริยาย
“ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อนกัน และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานตลอดจนบริหาร จัดการด้านบุคลากร งบประมาณ ทรัพย์สิน อาคาร สถานที่ อำนาจหน้าที่ และด้านอื่นๆ ได้อย่างประหยัด และสอดคล้องกัน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปและการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นเป็นการสมควร ให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปจนกว่าจะมีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71 /2559
การยุบองค์การตามคำสั่ง 71/2559 ถือว่าเป็นความพยายามของ คสช.ในการแก้ไขปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน เพราะลักษณะการทำงานของ 3 องค์กร อยู่ในแบบที่ไร้ผู้นำและแผนการทำงานมาเป็นเวลานาน
โดยเฉพาะ คปก.หลังจากผู้บริหารชุดแรกหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ปรากฏว่ามีกลุ่มคนของแม่น้ำ 5 สายส่งใบสมัครเข้าไป แต่ถูกกระแสต่อต้านจนต้องถอนตัวออกมาก่อนที่ คสช.จะสั่งยุติการสรรหาในที่สุด
ส่วนอีก 2 องค์กรที่เหลือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นองค์กรที่ คสช.รอเวลาสะสางมานานแล้ว แต่ยังไม่กล้าลงมือเท่าไหร่ เนื่องจากก่อนหน้านี้อยู่ในช่วงระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ หากทำอะไรลงไปอาจเกิดกระแสต่อต้านที่ส่งผลต่อร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงรอให้กระบวนการเกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสมบูรณ์จึงค่อยลงมาผ่าตัดใหญ่ทีเดียว
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคำสั่งของหัวหน้า คสช.สองครั้งล่าสุดจะหนักไปในการยุบองค์กร ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.กำลังมีความคิดความอ่านบางประการ
หากจะหาเหตุผลสักข้อเพื่อรองรับการยุบองค์กรดังกล่าว คงหนีไม่พ้นเรื่องการยุบเพื่อหลอมมาเป็นสำนักงานสร้างยุทธศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ส่งร่างกฎหมายไปให้รัฐบาลแล้ว รอเพียงให้ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จากนั้นรัฐบาลจะดำเนินการส่งกฎหมายมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไปทันที
แผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช.นั้น คสช.ตั้งความหวังว่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้กับตัวเองก่อนจะอำลาตำแหน่งในปลายปี 2560 หลังจากมีการเลือกตั้ง จึงจำเป็นที่ต้องใช้กลไกพิเศษเพื่อเร่งการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์
อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ คสช.ต้องออกแรงใช้อำนาจมาตรา 44 มากขึ้น เพราะตัวเองกำลังอยู่ในช่วงปลายของการใช้อำนาจเข้าไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้เมื่อไหร่ อำนาจของ คสช.ก็จะมีน้อยลงตามไปด้วย
แม้ มาตรา 265 จะรองรับว่าให้ คสช.ยังมีอำนาจโดยสมบูรณ์ ซึ่งรวมไปถึงการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่อำนาจดังกล่าวก็ถูกใช้อย่างจำกัดตราบเท่าที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อน วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่
ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557...และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป” สาระสำคัญของมาตรา 265
ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องการจัดวางโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างผลงาน และการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ คสช.จะมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่อย่างเต็มที่
ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปและไม่เร่งมือใช้มาตรา 44 เพื่อปั๊มคำสั่งออกมาถึงเวลาหนึ่งอาจทำให้ คสช.ต้องตกหล่มและไม่สามารถลงหลังเสือได้อย่างสง่างามตามที่ตั้งใจไว้


