posttoday
จับตาสัญญาณจากเฟด ทะยานขึ้นดอกเบี้ย2017

จับตาสัญญาณจากเฟด ทะยานขึ้นดอกเบี้ย2017

14 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน หลังการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ จึงหันไปจับตาสัญญาณแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปี 2017 แทน โดยมีนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เฟดเร่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายทรัมป์ก็ส่งผลให้เฟดยังไม่สามารถรีบสรุปแนวโน้มดังกล่าวได้

ทรัมป์ให้สัญญาจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะเป็นการสร้างงานให้กับภาคเอกชน ขณะที่การปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% จะส่งผลให้เอกชนมีเงินในมือมากขึ้น และเพิ่มค่าแรงให้กับพนักงานได้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกันนั่นหมายความว่าภาคเอกชนจะมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้ราคาสินค้าหรืออัตราเงินเฟ้อทะยานขึ้นในท้ายที่สุด

เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมา โดยอัตราว่างงานที่อยู่เพียง 4.6% ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2007 และการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปรับขึ้นมากถึง 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเติบโตแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค.ก็อยู่ที่ 1.6% ส่งผลให้ตลาดต่างคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวมากเกินจนผลักดันให้เงินเฟ้อทะยาน

กระแสเงินทุนในตลาดจึงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องระหว่างนั่งรอเฟดขึ้นดอกเบี้ย โดยตลาดหุ้นสหรัฐทั้งดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ต่างทำสถิติสูงสุดติดต่อกัน ขณะที่เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรอย่างมหาศาล จนทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจะเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือ 2.5% เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 และเป็นสัญญาณแสดงความวิตกต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคต

เงินเฟ้อนับเป็นศัตรูสำคัญสำหรับการลงทุนในพันธบัตร เช่น การได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนพันธบัตรอายุใดก็ตามจำนวน 500 บาท ทุก 6 เดือน แต่เมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นและข้าวของแพงขึ้น ส่งผลให้เงิน 500 บาท ที่ได้รับจะนำไปจับจ่ายใช้สอยได้น้อยลง

อย่างไรก็ตาม ในการผลักดันนโยบายให้ถึงฝั่งนั้น สภาคองเกรสจะต้องอนุมัติเสียก่อน โดยแม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ใช่ว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันทั้งหมดจะมีความเห็นชอบด้วยกับการออกมาตรการสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของทรัมป์ ซึ่ง มิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากวุฒิสภาก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่คัดค้าน

แมคคอนเนลล์ ระบุว่า ไม่ต้องการเห็นการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาล เนื่องจากไม่ต้องการให้สหรัฐก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติมจากระดับหนี้ปัจจุบันที่สูงมากอยู่แล้วกว่าเท่าหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยสหรัฐจำเป็นต้องปฏิรูปภาษีเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณมหาศาลซึ่งสูงราว 6 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 21 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปี

ความกังวลของผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันคนดังกล่าว สอดคล้องกับความกังวลของนักวิเคราะห์หลายฝ่ายก่อนหน้านี้ ที่วิตกว่าการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลของทรัมป์ ซึ่งองค์กรคลังสมองอย่างสภาเพื่อการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 5.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 185 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะเป็นการกดดันประสิทธิภาพในการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจยามวิกฤตในอนาคต

นอกจากนี้ ทรัมป์มีประวัติในการเปลี่ยนจุดยืนจากตอนหาเสียงเลือกตั้งไปมาหลายครั้ง เช่น นโยบายประกันสุขภาพโอบามาแคร์ที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเคยให้สัญญาจะกำจัดทิ้งหลังทำให้ต้นทุนทางสุขภาพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แต่มาเปิดเผยภายหลังในวันที่ 11 พ.ย.หลังการเลือกตั้งว่า นโยบายดังกล่าวมีข้อดีอยู่ เช่น การห้ามไม่ให้บริษัทประกันปฏิเสธจ่ายค่าประกันให้ผู้ป่วย

“ในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลาง ผมคิดว่าการอดทนรอ ปล่อยให้ทุกเหตุการณ์และนโยบายคลี่คลายลงก่อน รวมถึงการไม่รีบด่วนตัดสินใจไปก่อนหน้า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคุณก็รู้ว่า สิ่งเหล่านี้มักคลี่คลายไปในทิศทางที่เราไม่สามารถทำนายได้” โรเบิร์ต คาพลาน ประธานเฟดสาขาดัลลัส เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล

ทว่าในปี 2017 ที่จะถึงนี้ แม้ทรัมป์จะไม่สามารถทำตามที่ให้สัญญาได้ครบถ้วน 100% แต่ยุคอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเยือนทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้นหลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) สามารถตกลงกับประเทศนอกกลุ่มสมาชิกในการปรับลดการผลิตรวมกัน 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน เริ่มต้นนับตั้งแต่ปีหน้านี้

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐยังอยู่ที่ระดับ 52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังไปขึ้นไปอยู่ที่ระดับมากกว่า 54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังคงอยู่ที่กว่า 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังไปแตะจุดสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา

จากผลสำรวจของบลูมเบิร์ก พบว่า ปริมาณน้ำมันในคลังของโอเปกจะลดลง 7.6 แสนบาร์เรล/วัน ในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้านี้ หลังจากสต๊อกน้ำมันมาตลอดตั้งแต่ปี 2014 ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบในคลังในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2017 จะลดลงถึง 46% ขณะที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ปรับขึ้นคาดการณ์การเติบโตของแรงซื้อน้ำมันในปีหน้า 1.1 แสนบาร์เรล/วัน เป็น 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน

ปริมาณการผลิตที่ลดลงและแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับภาคการผลิตและการขนส่ง กลายเป็นปัจจัยผลักดันอัตราเงินเฟ้อในปีหน้านี้ และจากปัจจัยด้านน้ำมันและนโยบายของทรัมป์ ผลสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์ของวอลสตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ถึง 4 ครั้งจนถึงสิ้นปี 2017

ในการประชุมครั้งนี้ เฟดจะมีการเปิดเผย “ดอทพล็อต” ซึ่งเป็นคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) โดยต้องจับตาให้ดีว่า เฟดจะมีแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากแค่ไหนในปีหน้า

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม