posttoday
น้ำมันโลกเข้ายุค 'ขาขึ้น' จับตาสหรัฐตัวแปรฉุดตลาด

น้ำมันโลกเข้ายุค 'ขาขึ้น' จับตาสหรัฐตัวแปรฉุดตลาด

13 ธันวาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นทันทีถึงราว 4% เมื่อเปิดตลาดซื้อขายในฝั่งเอเชียวานนี้ ไปสู่ระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2015 โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานไปแตะ 57.89 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะที่เวสต์เทกซัสแตะ 54.51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความฝันที่จะผลักดันราคาน้ำมันโลกอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ราคาทรุดตัวลงช่วงกลางปี 2014 นั้น เดินทางมาสู่ความจริง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกทิศทางราคาน้ำมันสู่ “ภาวะขาขึ้น” ได้ในที่สุด เมื่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) สามารถเจรจาลดกำลังการผลิตลงภายในได้เป็นผลสำเร็จในรอบ 8 ปี และยังจับมือเจรจากับกลุ่มนอกโอเปกไปพร้อมกันได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีอีกด้วย

ภายใต้ความตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ กลุ่มโอเปกจะยอมลดกำลังการผลิตลง 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน นำโดยซาอุดิอาระเบียที่ยอมเฉือนเนื้อเองมากที่สุดเกือบ 5 แสนบาร์เรล ในขณะที่กลุ่มประเทศนอกโอเปกนั้น จะลดกำลังการผลิตลง 5.58 แสนบาร์เรล/วัน นำโดยรัสเซียที่ยอมหั่นกำลังลงมากที่สุด 3 แสนบาร์เรล

ทว่าคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ “ความร่วมมือแบบแพ็กคู่ครั้งนี้จะดันราคาน้ำมันขาขึ้นได้แค่ไหน และยืนระยะได้ยาวนานเพียงใด”

แดเนียล ไฮเนส นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ธนาคารเอเอ็นแซด ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีว่า การลดกำลังการผลิตราว 1.7 ล้านบาร์เรล/วันในครั้งนี้จะยิ่งกดดันอุปทานน้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 จากเดิมที่สหรัฐได้ทยอยลดกำลังการผลิตลงไปแล้ว 8 แสนบาร์เรล/วัน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าจะได้เห็นราคาน้ำมันในระดับ 55-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

ขณะที่โจนาธาน บาร์แรท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ อลิอันซ์ ซีเคียวริตีส์ มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยดันราคาน้ำมันได้ในช่วงสั้นเท่านั้น เพราะยังต้องรอบทพิสูจน์ที่แท้จริงจากทั้งโอเปกและประเทศนอกโอเปก ว่าจะมีการฉีกสัญญา (อีกครั้ง) หรือไม่

จากข้อมูลของโกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนเลย์ พบว่า ในข้อตกลงลดการผลิตของโอเปกเมื่อปี 1982 สมาชิก 17 ประเทศสามารถทำตามคำสัญญาลดการผลิตน้ำมันไปได้เพียง 60% เท่านั้น และในระหว่างยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูปี 2000-2008 โอเปกยังผลิตเกินโควตาที่ตกลงกันไว้ถึง 8.83 แสนบาร์เรล/วัน

“ส่วนที่แย่ก็คือเรามีแนวโน้มจะไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ ขณะนี้อุปทานยังมีมากกว่าอุปสงค์ แต่ผมเชื่อว่าหากทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะลดจริงๆ ก็จะทำให้เกิดสมดุลราคาได้ แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อไป” อาลี อัล-ไนมี อดีตรัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบีย กล่าวระหว่างร่วมการประชุมแห่งหนึ่งที่สหรัฐในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในครั้งนี้อาจดีกว่าข้อตกลงในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา คือมีความเป็นไปได้สูงที่แต่ละฝ่ายจะไม่ฉีกสัญญาทิ้ง และเดินหน้าทำตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัสเซียหรือซาอุดิอาระเบียเองก็ตาม

ทั้งนี้ หากดูจากข้อตกลงลดการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในโอเปกแล้วจะพบว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะ “ซาอุดิอาระเบีย” เป็นหลักที่ยอมลดการผลิตมากกว่าทุกประเทศ และมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบรายที่ 2 อย่างอิรัก ซึ่งยอมลดการผลิตลง 2.1 แสนบาร์เรล/วัน ขณะที่ “อิหร่าน” ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญ ไม่ได้ร่วมลดการผลิตด้วย โดยอิหร่านนั้นเคยเป็นตัวแปรสำคัญในโอเปกมาตลอด เพราะเป็นเงื่อนไขที่ซาอุดิอาระเบียจะไม่ยอมลดหากอิหร่านไม่ร่วมด้วย และทำให้ความพยายามในโอเปกล้มเหลวมาตลอดก่อนหน้านี้

สถานการณ์ได้พลิกผันกลับกลายเป็นว่า ตัวแปรใหม่ซึ่งเป็นผู้ที่ยอมร่วมมือกับซาอุฯ ในครั้งนี้ กลับกลายเป็น “รัสเซีย” หรือผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศนอกโอเปกแทน ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีกำลังการผลิตน้ำมันรวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 1 ใน 5 ของโลกเลยทีเดียว

ที่จริงแล้ว ความร่วมมือระหว่าง ซาอุดิอาระเบีย-รัสเซีย อาจเรียกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เช่นกันหากมองจากปัญหาเรื่องสงครามตัวแทนใน “ซีเรีย” ที่เป็นรอยร้าวระหว่างทั้งสองฝ่าย ทว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่บีบบังคับจากภาวะราคาน้ำมันโลกตกต่ำมานานกว่า 2 ปี ทำให้แต่ละฝ่ายต้องบาดเจ็บหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยรัสเซียเองยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติที่นำโดยสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) จากกรณีการแทรกแซงในยูเครนและแหลมไครเมีย ซึ่งยังฉุดให้ค่าเงินรูเบิ้ลร่วงลงอีกด้วย

ขณะที่ซาอุดิอาระเบียเองก็เผชิญวิกฤตการณ์ทางการคลังอย่างหนัก จนต้องประกาศแผนปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การระดมทุนขายพันธบัตรเป็นครั้งแรกในวงเงิน 1.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจน้ำมันและการปฏิรูประบบราชการทั่วประเทศตั้งแต่ลดเงินเดือน สวัสดิการ โบนัส จนถึงระงับการรับข้าราชการใหม่ 

ภายใต้สถานการณ์ที่บีบบังคับ เราจึงได้เห็นการพูดคุยหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ไม่ใช่แค่ระดับรัฐมนตรีพลังงาน แต่เป็นประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กับรัชทายาทลำดับ 2 เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีมหาดไทยที่ทรงอิทธิพลของซาอุดิอาระเบีย หลายครั้งในปีนี้ 

อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายประเทศผู้ผลิตอาจจะยอมทำตามข้อตกลง แต่ที่สุดแล้ว ก็อาจมีตัวแปรสำคัญอย่างภาคพลังงานจากหินน้ำมัน (เชลออยล์) ในสหรัฐ ที่ฉวยจังหวะช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ราว 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กลับเข้ามาเล่นในตลาดมากขึ้น และทำให้ปัญหาอุปทานล้นตลาดกลับมาอีกครั้ง

โกลด์แมน แซคส์ เตือนว่า การกลับเข้ามาเล่นอีกครั้งของเชลออยล์เมื่อราคาอยู่เหนือ 60 เหรียญสหรัฐ อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2017 และเชื่อว่าสหรัฐคงไม่พลาดโอกาสขาขึ้นของราคาน้ำมันเช่นนี้แน่ สอดคล้องกับข้อมูลจากบริษัทพลังงาน เบเกอร์ ฮิวจ์ส ที่พบว่า กำลังมีการเพิ่มแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว โดยเพิ่มอีก 21 แท่น เป็น 498 แท่น 

นอกจากนี้ ตัวแปรอีกด้านยังมีกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐและผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานตัวยง อาจแต่งตั้ง เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ซีอีโอเอ็กซอน โมบิล ผู้มีสัมพันธ์อันดีกับรัสเซีย ให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศด้วย ซึ่งหากเป็นจริง ก็อาจทำให้นโยบายของสหรัฐต่อรัสเซียลดความแข็งกร้าวลง และอาจกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันตามมาในทางใดทางหนึ่งภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ที่ยังต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดต่อไปในปีหน้านี้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่