
ประชาธิปไตยในพระราชดำริ
โดย...อานิก
โดย...อานิก
ตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 4 ทรงเริ่มเตรียมบ้านเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ถึงรัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริว่าจะพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยในวันที่
6 เม.ย. 2475 แต่อภิรัฐมนตรีสภาไม่เห็นชอบด้วย จากนั้น 2 เดือนเศษ คณะราษฎรได้ใช้กำลังทหารยึดอำนาจและขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ทรงพระมหากรุณาธิคุณเห็นชอบด้วยดี ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พร้อมทำให้ประชาธิปไตยของไทยลุ่มๆ ดอนๆ ตลอดมา
ถึงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีบทบาทยิ่งในการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะการคลี่คลายวิกฤต 14 ต.ค. 2516 วันนี้จะเล่าถึงประชาธิปไตยในพระราชดำริ ดังปรากฏในพระราชดำรัสเมื่อเสด็จฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในช่วงทศวรรษก่อน 14 ตุลา
ในปี 2512 ได้มีพระราชดำรัสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า “พอสมควร” เป็น “คำสำคัญที่สุด อาจเป็นใจกลางของการปฏิบัติทุกอย่าง” ด้วยพระปรีชาญาณที่ทันสมัยได้ตรัสต่อทันทีว่า “อาจจะแสดงความเฉื่อยอยู่บ้าง”
ทรงเห็นว่า “พอสมควรเป็นหัวใจของประชาธิปไตย” หากการเลือกตั้งหรือการถกเถียงอะไรได้ผล 100% “เชื่อได้ว่ามีพลร่ม มีทุจริต เชื่อได้ว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะทุกคนมีผลประโยชน์ มีความต้องการแตกต่างกัน แล้วก็เมื่อมีเสรีภาพความแตกต่างนั้น อาจทำให้เบียดเบียนกันได้”
หากผลการเลือกตั้งเป็นที่พอใจของแต่ละคนพอสมควร จึงจะมีความเรียบร้อยความสงบ ไม่ “เบียดเบียนกันโดยเปิดเผย” นับว่าทรงเห็นการณ์ไกล เพราะผลการเลือกตั้งปี 2548 และ 2554 แม้จะไม่มีพรรคใดได้ 100% แต่เสียงข้างมากที่ท่วมท้นทำให้เกิดการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ นำไปสู่ความไม่สงบจนเกิดรัฐประหาร ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งต้องหยุดชะงัก
อาจไม่ใช่หลักของอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่ง “ประชาธิปไตยของประชาชน” ของจีนแดง แต่ “ประชาธิปไตยนั้นที่แท้คือ ประเทศที่มีประชาชนที่มีความคิดที่มีความพิจารณาที่รอบคอบเพื่อให้บ้านเมืองมั่นคง” กรณี 2548 และ 2554 ก็มีเหตุปัจจัยจากที่ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยอารมณ์ ขาดความรอบคอบ ไม่รู้เท่าทันนโยบายประชานิยม
ประชาธิปไตย “แบบไทยแท้” ต้องมีการพิจารณาที่รอบคอบด้วยสติ “ของเก่าที่ไม่ดีจริงๆ ก็วาง ไม่ใช้ ของเก่าที่ดีเราก็ขัดเกลาแล้วก็ใช้”
ทรงชมเชยนักศึกษาที่มีส่วนช่วยให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทรงปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับพระองค์ “การสั่งคนอื่นให้เลือกคนโน้นคนนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นการเบียดเบียนสิทธิของเขา (เสียงปรบมือ)” พระองค์ทรงสละสิทธิเลือกตั้ง เพราะ “เขาจะไปลือว่าในหลวงลงเบอร์นั้นเบอร์นี้ ซึ่งก็จะไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะว่ากลายเป็น...การโฆษณา” ทั้งนี้มิได้ทรง “นอนหลับ (ทับสิทธิ)” แต่ทรง “ตื่นทั้งวันตื่นจนดึกฟังผลการเลือกตั้ง”
ทรงใช้พระอารมณ์ขันพาดพิงรัฐธรรมนูญใหม่ว่ามีสภาผู้แทนแล้วมีวุฒิสภาที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เลยเกิดความคิดว่าอยากจะมีโฆษกสองคน” สำหรับงานทรงดนตรี “คนหนึ่ง...ได้รับการตั้ง อีกคนหนึ่งด้วยการเลือก” โฆษกที่ถือว่าทรงตั้งเป็น “วุฒิโฆษก” คือ ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ (บิดาของผู้เขียน) เพราะปีก่อนๆ ทรงเคยให้ “เลือกตั้งด้วยวิธีต่างๆ ก็ได้หน้าเดียวกันอยู่เสมอ”
ปี 2513 ทรงเตือนสตินักศึกษาว่าอย่าเดินขบวนเพราะเพียงอยากดัง “ทำให้หูเสียเสียเปล่า!” แต่ถ้าคิดก่อนที่จะดัง...ดังแล้วเป็นเสียงที่ไพเราะ” ทรงชมเชยที่ “เดิน” อย่างสงบไปคัดค้านร่างกฎหมายที่ให้รัฐมนตรียุติธรรมแต่งตั้งผู้พิพากษาว่า “เป็นความหมายที่ดีของการต่อสู้เพื่อ...ประชาธิปไตย”
แล้วมีพระราชดำรัสว่าประชาธิปไตย “ต้องให้ศาลมีอิสระในการพิจารณาคดี ถ้าศาลปฏิบัติไม่ดีผู้แก้ไขก็ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในวงการศาลนั่นเอง เพื่อกันไม่ให้กิจการศาลล่มจมเสียหาย”
“กฎหมายต้องเหมาะสมแก่สถานการณ์และเหมาะสมแก่ระบอบ แก่ความต้องการของประชาชนและของประเทศ”
ปี 2515 ทรงสังเกตว่านักศึกษา “ปั่นป่วนในหัวใจ” จากการยุบสภาที่เพิ่งผ่านมา และมีพระราชดำรัสว่า ทุกปัญหาตั้งแต่การปกครอง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การศึกษา คอร์รัปชั่น ล้วนเชื่อมโยงกัน “ถ้าแก้ได้ทุกปัญหาเหล่านี้พร้อมๆ กัน ก็จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง”
แล้วทรงยกตัวอย่างโครงการนมผงในพระราชดำริ ซึ่ง “ดูจะปลีกย่อยเหลือเกิน” แต่ก็แสดงความเชื่อมโยงต่างๆ การส่งเสริมเลี้ยงโคนมมากนำไปสู่ปัญหาตลาด ทำให้เกษตรกรขาดทุน มีปัญหาหนี้สิน มากๆ เข้าอาจเกิด “ผู้ก่อการร้าย” แต่ถ้าแปรรูปผลผลิตจะหาตลาดง่ายกว่า จึงทรงพัฒนาโครงการด้วยเงินบริจาคในรูปบริษัท ซึ่งเมื่อ “ชักทุน” แล้วจะโอนกิจการให้กับผู้ผลิตวัตถุดิบที่รวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ มีการเลือกตั้งประธานเลือกกรรมการของเขาเอง เป็น “กลุ่มชนที่ปกครองตนเองด้วยหลักประชาธิปไตย” ถ้าทำดังนี้ในเรื่องอื่นๆ ในภาคต่างๆ “ประชาธิปไตยก็จะมาเอง”
“การปลูกฝังความเป็นประชาธิปไตย...ต้องปฏิบัติตั้งแต่รากฐานขึ้นมา ไม่ใช่...ทำตั้งแต่ข้างบนเท่านั้นเอง”
จะเห็นว่าพระบรมราโชวาทต่างๆ บ่มเพาะจิตสำนึกในประโยชน์ส่วนรวมโดยการเชื่อมโยงกับประโยชน์ส่วนตน ส่วนโครงการในพระราชดำริต่างๆ ก็ช่วยลดความยากจน ทำให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกัน
แต่ท้ายที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับพสกนิกรที่จะมีความรอบคอบและรู้เท่าทัน การเลือกตั้งจึงจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงตามพระราชดำริได้ “ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”







