posttoday
พักยกปฏิรูป ดูแลเสถียรภาพ จีนคุมทุนไหลออกเข้มขึ้น

พักยกปฏิรูป ดูแลเสถียรภาพ จีนคุมทุนไหลออกเข้มขึ้น

07 ธันวาคม 2559

การผลักดันให้เงินหยวนร่วมเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของตะกร้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การผลักดันให้เงินหยวนร่วมเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของตะกร้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สำเร็จเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปตลาดของจีนให้เสรีขึ้น พร้อมส่งเสริมความพยายามทุกทางให้มีการใช้เงินหยวนในเวทีโลกให้มากขึ้น อาจนับได้ว่าเป็นความสำเร็จเบื้องต้นที่น่าจับตาของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ในปี 2016 นี้

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะเห็นค่าเงินหยวนมีบทบาทในการทำธุรกรรม รับชำระสินค้าและบริการระหว่างประเทศมากขึ้น อาจต้องสะดุดหัวลงอย่างคาดไม่ถึงกับวิบากกรรมทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของจีน ที่เพิ่งทิ้งช่วงเพียง 1 ปี จากวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2015 และเดือน ม.ค.ปีนี้

เพราะการอ่อนค่าลงอย่างหนักของค่าเงินหยวน ซึ่งอ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐในปีนี้ และยังทำสถิติอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบกว่า 8 ปี เมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา กำลังสะท้อนว่าจีนกำลังเผชิญภาวะทุนไหลออกอย่างหนัก ซึ่งเสี่ยงกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในประเทศ

สิ่งสำคัญที่บ่งชี้ว่าปัญหาของจีนในครั้งนี้แรงและน่าห่วงก็คือ มาตรการรับมือของทางการจีนเองที่ออกมา “เข้มข้นขึ้น” กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “มาตรการควบคุมเงินทุนไหลออก”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่ารัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมเงินไหลออกครั้งใหม่ที่เพิ่มระดับความเข้มข้นมากกว่าเดิม โดยมุ่งที่การควบคุมภาคเอกชนของจีนเองต่อการลงทุน รวมถึงการควบรวมและซื้อกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในต่างประเทศ ซึ่งขนเงินไปลงทุนต่างประเทศในระดับที่ไม่ได้น่ากังวลน้อยกว่าต่างชาติขนเงินกลับแต่อย่างใด

มาตรการในครั้งนี้ ได้ห้ามเอกชนจีนไปลงทุนในต่างประเทศที่วงเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.56 แสนล้านบาท) รวมถึงห้ามซื้อหรือควบรวมกิจการบริษัทในต่างประเทศ ที่วงเงินสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) หากไม่ใช่ธุรกิจสำคัญของนักลงทุนจีน เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักลงทุนตะลุยซื้อดะชนิดที่กิจการหลายประเภทไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ และผู้ซื้อก็ไม่ได้เสนอแผนที่บ่งชี้ถึงความรู้ความเข้าใจมากพอที่จะดำเนินกิจการใหม่

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจจีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะมีผลทันทีไปจนถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า

ไม่เพียงแต่ควบคุมภาคเอกชนและรัฐวิสากิจของตัวเองเท่านั้น แต่ทางการจีนยังกดดันไปยังภาคการเงินการธนาคาร ให้เพิ่มการสอดส่องดูแลในเรื่องนี้ด้วย หลังจากที่สั่งจับตาการนำเงินออกผ่านเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้มาแล้วหมาดๆ

สำนักงานปริวรรตเงินตราของจีน (เอสเอเอฟอี) ได้จัดประชุมร่วมกับผู้แทนธนาคารในหลายเมืองของจีน เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์ใหม่ในการอนุมัติการลงทุนในต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบการโอนเงินไปยังต่างประเทศวงเงินสูงกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 178 ล้านบาท) ซึ่งวงเงินดังกล่าวที่เอสเอเอฟอีจะเข้าตรวจสอบนั้น ปรับลงอย่างมากจากวงเงินเดิมที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,784 ล้านบาท) ซึ่งครอบคลุมทั้งสกุลเงินหยวนและสกุลเงินต่างประเทศ

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ข้อกำหนดใหม่ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้การซื้อกิจการบริษัทต่างประเทศของเอกชนจีนปรับตัวลดลง หลังพุ่งขึ้นสูงมากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2016 โดยเอกชนจีนทำข้อตกลงลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด 5.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) แซงหน้าสหรัฐ และกลายเป็นประเทศที่ลงทุนซื้อกิจการต่างชาติมากที่สุดในโลก

เพราะสถานการณ์เงินทุนไหลออกของจีนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ต่างชาติขนเงินกลับเหมือนในหลายๆ ประเทศของเอเชีย ที่มีปัจจัยนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ กับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เป็นปัจจัยเร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากการที่ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจของจีนออกไปตะลุยลงทุนและกว้านซื้อกิจการในต่างประเทศอย่างหนักด้วย

จากการประเมินของธนาคารบาร์เคลย์ส พบว่าทุนไหลออกของจีนในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เกือบทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว อยู่ที่ 2.07 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.37 ล้านล้านบาท)

เจียนชาง และหยิงเก้อโจว นักวิเคราะห์ของบาร์เคลยส์ ระบุว่า ทิศทางที่ชัดเจนว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย บวกกับเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นภายใต้นโยบายลงทุนของทรัมป์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยังคงเกิดแรงกดดันทุนไหลออกจากจีน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนจากธุรกรรมข้ามแดนของธนาคาร และการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารด้วย

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากตัวเลขต่างๆ ก็จะพบความน่ากังวลที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน 

ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลดลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา อยู่ที่ 3.121 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยสูงถึงราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2004 ขณะที่นักวิเคราะห์ 26 คนที่สำรวจความเห็นโดยรอยเตอร์ส ยังคาดว่าระดับทุนสำรองของจีนในเดือน พ.ย. อาจลดลงอีกต่อเนื่องไปเดือนที่ 5 ติดต่อกันมาอยู่ที่ 3.091 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเป็นช่วงที่จีนต้องใช้เงินเข้าพยุงค่าเงินหยวนอย่างหนัก

แม้ว่าระดับทุนสำรองของจีนจะยังถือว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยทิ้งห่างเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับเบอร์ 2 อย่างญี่ปุ่น และทิ้งห่างหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แต่ตัวเลขที่ลดลงต่อเนื่องเช่นนี้ก็ทำให้จีนไม่อาจพึ่งกลไกการใช้ทุนสำรองเข้าแทรกแซงพยุงค่าเงินเหมือนหลายประเทศได้ โดยเฉพาะเมื่อจีนอยู่ในสถานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในตลาดทุนโลกยุคโลกาภิวัตน์มากขึ้น

หวังเจิ้นหยิง นักวิเคราะห์อาวุโสจากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) มองว่าค่าเงินหยวนที่ปรับตัวลง ยิ่งทำให้เงินทุนไหลออกจากจีนมากขึ้น มาตรการใหม่ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะช่วยทำให้เงินทุนไหลออกนอกจีนช้าลง สอดคล้องกับความเห็นของ หยูหย่งติ้ง อดีตที่ปรึกษาของพีบีโอซี ซึ่งมองว่าการใช้ทุนสำรองพยุงค่าเงินเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นการเสียของโดยเปล่าประโยชน์ และจีนจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมทุนที่เข้มข้นขึ้น

แม้พีบีโอซีจะต้องการเดินหน้าปฏิรูปมากเพียงใด แต่ภาวะเช่นนี้ก็ทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก ขณะเดียวกันมาตรการจำกัดการลงทุนในต่างประเทศก็ยังช่วยจำกัดเรื่องหนี้ภาคเอกชนที่พอกพูนขึ้นมากไปพร้อมกันด้วย หลังจากหนี้ภาคเอกชนทะยานขึ้นไปเกือบถึง 170% ของจีดีพี และเป็นส่วนสำคัญภายใต้หนี้ทั้งหมดในประเทศที่ไต่ระดับถึง 250% ของจีดีพีไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69