รัฐ-เอกชนลุยกระตุ้นเที่ยวไทยฤดูหนาวปั๊มศก.ปลายปี
ปีนี้รัฐบาลได้คลอดหลายมาตรการจูงใจดึงกำลังซื้อภายในและภายนอกให้คืนชีพกลับมา
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ผู้ที่อยู่ในวงการท่องเที่ยววาดหวังว่าอุณหภูมิที่ลดลงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะช่วยสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังคนไทยตกอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
นอกจากนี้ นโยบายการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่มีแผนสำรองรองรับกับผลกระทบที่จะตามมาด้านการบริหารจัดการในการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้ไตรมาส 4 ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องลุ้นระทึกว่าการเติบโตในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีจะรุ่งหรือร่วง สามารถพลิกฟื้นสร้างความคึกคัก สร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตบโต๊ะลั่นห้องสั่งการเมื่อครั้งมาประชุมร่วมกับข้าราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปั๊มรายได้ทางการท่องเที่ยวไตรมาสนี้เติบโต 6% เมื่อเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา
แม่ทัพใหญ่ด้านส่งเสริมการตลาดกระตุ้นให้คนไทยและต่างชาติเดินทางเที่ยวไทย อย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เล่าว่า ททท.ได้เตรียมแผนยุทธศาสตร์การตลาดกระตุ้นการเดินทางในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ตลอดเดือน ธ.ค.นี้ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 5.5 แสนคน แบ่งเป็น ต่างชาติ 3 แสนคน คนไทย 2.5 แสนคน/ครั้ง ช่วยเพิ่มรายได้ตลาดต่างประเทศกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับแนวทางกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในปีนี้ มาในรูปแบบเทกระจาดสวนกระแสฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของทุกปี ที่เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถปรับราคาห้องพักได้ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทว่าปีนี้รัฐบาลได้คลอดหลายมาตรการจูงใจดึงกำลังซื้อภายในและภายนอกให้คืนชีพกลับมา อย่างตลาดในประเทศได้ออกมาตรการหักลดหย่อนภาษีการเดินทางท่องเที่ยวเป็นของขวัญให้คนไทยที่เดินทางพร้อมใช้จ่ายค่าที่พักโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบการถูกต้องตามกฎหมาย ค่าแพ็กเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในช่วงวันที่ 1-31 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ สามารถนำใบเสร็จรับสิทธิหักลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 1.5 หมื่นบาท/คน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนเพิ่มเติม จากเดิมที่คนไทยเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค-31 ธ.ค. 2559 รวมสิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 3 หมื่นบาท จากเดิม 1.5 หมื่นบาท
“ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ มีวันหยุดติดต่อกันหลายสัปดาห์ เชื่อว่ามาตรการนี้จะจูงใจให้คนไทยวางแผนเที่ยวในประเทศได้ รวมถึงอากาศที่หนาวเย็นทางภาคเหนือ ภาคอีสาน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ โดย ททท.ได้สอบถามไปยังพื้นที่ต่างๆ พบว่าบริเวณที่พักพื้นที่ดอยส่วนใหญ่มียอดการจองเต็มถึงเดือน ก.พ.ปีหน้าแล้ว”ยุทธศักดิ์ กล่าว
เดือนสุดท้ายปลายปีนี้ ททท.ได้มอบหมายให้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊ซ ภายใต้แนวคิด แจ๊ซ อิน ดิ เวิลด์ เฮอริเทจ ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และเทศกาลดนตรีแจ๊ซ จ.ชลบุรี เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวม 5-7 หมื่นคน โดยแต่ละภูมิภาคต้องกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มกว่า 5 หมื่นคน/ครั้ง ทั้ง 5 ภูมิภาค
ในส่วนตลาดต่างประเทศ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) เข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2559-28 ก.พ. 2560 ใน 19 ประเทศ เช่น จีน อินเดีย รวมถึงปรับลดค่าธรรมเนียมวีซ่าออนอะไรวัล จาก 2,000 บาท/คน เป็น 1,000 บาท/คน ในช่วงดังกล่าวด้วย เพื่อลดความแออัดบริเวณสนามบิน รวมถึงอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่วางแผนเดินทางมาไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ มาตรการดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาไทยได้เพิ่มขึ้น
ยุทธศักดิ์ บอกอีกว่า ททท.ได้แบ่งแผนการส่งเสริมตลาดใน 2 ส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนตลาดระยะใกล้ เน้นตลาดจีน ได้สั่งการสำนักงาน ททท. ในประเทศจีน 5 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กวางโจว และคุนหมิง ร่วมจับมือกับสายการบิน บริษัททัวร์โฮลเซลขนาดใหญ่ของบริษัทจีน จัดรายการส่งเสริมการขาย เช่น เพิ่มมูลค่าแพ็กเกจทัวร์ การจัดกิจกรรมท่องเที่ยว เน้นสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว การเพิ่มช่องทางสินค้าช็อปปิ้ง ผ่านสินค้าและบริการที่หลากหลาย เช่น แพ็กเกจ กอล์ฟ สปา การตรวจเช็กสุขภาพ การเสริมความสวยความงาม เป็นต้น โดยแพ็กเกจดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ 1.2 แสนแพ็กเกจ เช่น ซี ทริป ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีน ตั้งเป้าจำหน่ายผ่านช่องทางนี้กว่า 1 แสนแพ็กเกจ
ด้านแผนระยะใกล้มุ่งเจาะตลาดอาเซียน ภายใต้แนวคิด วีกเอนด์ เดสติเนชั่น กระตุ้นให้เกิดความถี่ในการเดินทางอย่างน้อยอีก 1 แสนคน เช่น ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา โดยได้สั่งการให้ ททท.สำนักงานในประเทศที่มีพื้นที่ติดกับเพื่อนบ้าน หรือมีเขตติดต่อกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น จ.เชียงราย หนองคาย สระแก้ว กาญจนบุรี ตาก นครพนม และหาดใหญ่ จัดกิจกรรมกิน ช็อป เที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ท่องเที่ยวพร้อมเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งมองว่านักท่องเที่ยวอาเซียนมีความถี่ในการเดินทาง เพราะเป็นตลาดที่ใช้เวลาการเดินทางไม่มากนัก ขณะที่บางประเทศสามารถเดินทางข้ามเขตชายฝั่งบริเวณชายแดนได้
“ช่วง 3 เดือนที่มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า แต่นักท่องเที่ยวต้องยื่นทำวีซ่าตามปกติ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยนั้น ททท.จะเร่งร่วมมือกับพันธมิตรสายการบิน บริษัททัวร์ สื่อออนไลน์ ช่องทางการตลาดอื่นๆ ที่เหมาะสมในแต่ละตลาด ขยายฐานนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาไทยให้ปักหมุดเลือกเที่ยวเมืองไทยก่อนเป็นที่แรก” ยุทธศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค. ททท.ร่วมกับ บริษัท การบินไทย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเป็นคนที่ 30 ล้าน พร้อมมอบบัตรของขวัญโรงแรมที่พักระดับ 5 ดาว กรุงเทพฯ หัวหิน พัทยา จำนวน 5 คืน พร้อมตั๋วเครื่องบินโดยสารไปกลับประเทศไทยอีกครั้ง จำนวน 2 ใบ และโครงการนี้จะร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวคนที่ 31 และ 32 ล้าน ตามลำดับ
ด้าน ภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เล่าว่า ในเดือนธ.ค.นี้ สมาคมฯ ได้ร่วมกับสมาชิกจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท โดยเลือกเส้นทางที่รถบัสและการเดินทางในลักษณะกลุ่มใหญ่เข้าถึงพื้นที่ได้นำเสนอต่อนักท่องเที่ยวคนไทย เช่น พิพิธภัณฑ์ ยายตุ้ม จ.นครพนม เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการซื้อทัวร์ประมาณ 10% เทียบจากปัจจุบันคนไทยเดินทางผ่านบริษัททัวร์ 30% เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง 70%
ทั้งนี้ มาตรการหักลดหย่อนภาษีที่รัฐบาลออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวจะได้รับความสนใจมากน้อยสามารถจูงใจให้เกิดการเดินทางได้จริงหรือไม่นั้น ต้องเร่งโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องให้กับคนไทย หรือการนำดารา เซเลบริตี้ที่มีชื่อเสียง ร่วมโปรโมทสร้างความแรงให้กับมาตรการด้วย
มาตรการที่รัฐบาลจัดให้ในโค้งสุดท้าย รวมถึงตารางวันหยุดยาวติดต่อกันแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์เดือนธ.ค.นี้ ในฐานะคนไทยใครยังไม่วางแผนเที่ยวสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นของประเทศตัวเอง ควรเร่งวางแผนปักหมุดการท่องเที่ยวโดยด่วน เพราะการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นนอกจากจะช่วยประสบการณ์การเรียนรู้แล้ว นักเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจประเทศที่แผ่วลงให้เต้นเร็วขึ้นจนกลับเข้าสู่จังหวะปกติได้


