posttoday

กระตุ้นเศรษฐกิจ เดิมพันเสถียรภาพคสช.

29 พฤศจิกายน 2559

ทุ่มหมดหน้าตักในเดิมพันเศรษฐกิจรอบใหม่กับยุทธ ศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุ่มหมดหน้าตักในเดิมพันเศรษฐกิจรอบใหม่กับยุทธ ศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0

ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดทุ่ม 4 หมื่นล้านบาท ให้​ “จังหวัด” เป็นพลังขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจ จากเดิมงบประมาณปี 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยจังหวัดละ 400-500 ล้านบาท ​

“ในปีหน้าเราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลยังมีเวลาอีก 1 ปี ที่จะขับเคลื่อนและปูพื้นไปยังปีต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีแต่เราจะต่อสู้ได้ เราจะต้องสร้างเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่เราก็จะไม่เซ อยากให้ทุกคนมองเศรษฐกิจในแง่บวกมากกว่า”​

สาเหตุที่ให้น้ำหนักกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านจังหวัด เพราะแนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องรอแผนจากส่วนกลางที่ต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน แต่อาศัยกลไกจังหวัดที่สามารถคิดอ่านทำอะไรได้ตามความต้องการที่ตอบโจทย์และตรงจุดได้อย่างหลากหลายในแต่ละพื้นที่

​นั่นหมายความว่าจะมีเครื่องปั๊มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 76 จังหวัด และ 20 กลุ่มจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เห็นผลการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการหมุนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมาสู่ระดับบน​

อีกด้านหนึ่งยังไปเกลี่ยเอางบประมาณที่จ่ายไม่หมดก่อน 31 ธ.ค. ​เรียกคืนมารวมกันแล้วกระจายไปเป็นโครงการขนาดย่อยให้กลุ่มจังหวัด ​จากนั้นช่วง ม.ค.- ก.ย. ก่อนงบประมาณปี 2561 จะเริ่มใช้ ​ก็จะหางบประมาณเพิ่มเติมมาให้กลุ่มจังหวัดบวกกับปี 2561

สอดรับกับแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้ที่ออกมาซื้อใจประชาชนด้วยเหตุผลว่า จะเป็นตัวกระตุ้นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ในช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ​

เริ่มตั้งแต่มาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ด้วยวงเงิน 3,450 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้

คู่ขนานไปกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ค่าจ้าง
ขั้นต่ำของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น 300 บาททั่วประเทศ ​เมื่อปี 2556

ที่สำคัญก่อนหน้านี้ ครม.เคยมีมติอนุมัติมาตรการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาทไปแล้ว

ทั้งหมดล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังทุ่มเททุกสรรพกำลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่และรอบใหญ่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยพยายาม​เข็นสารพัดมาตรการออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐประหาร 

ทว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงดัชนีชี้วัดหลายตัวกลับกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย บรรยากาศการค้า การลงทุน การส่งออก ยังไม่อาจช่วยหล่อเลี้ยงให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างที่หวัง

ล่าสุดผลกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐ ซ้ำเติมปัญหาการท่องเที่ยวในภาพรวมอย่างรุนแรงที่หากยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไป

การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงถือเป็นเดิมพันที่ คสช.ต้องทุ่มแบบหมดหน้าตัก ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นไปตามที่คาดหวังได้หรือไม่

ถึงขั้นที่ต้องยอมแลกกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสุดท้ายต้องงัดนโยบายอัดฉีดที่เข้าเค้าประชานิยม​มาใช้ เพราะความสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติ​และ​ย้อนกลับมามีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

เมื่อในมุมการเมืองและความมั่นคงเวลานี้ ต้องยอมรับว่าด้วยอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.สามารถสะกดให้ทุกอย่างอยู่ในร่องอยู่ในรอยจนไม่น่าจะมีปัญหาหรือแรงกระเพื่อมใดๆ ในอนาคต

แต่ปัญหาน่าเป็นห่วงอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเวลานี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากรัฐบาล คสช.ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นรุนแรง

เมื่อบทพิสูจน์ฝีมือของ คสช.ครั้งนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกหยิบยกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต  ​

สุดท้ายหากไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ย่อมมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันที่ย้อนกลับมาถาโถมใส่ คสช.อย่างรุนแรง ในฐานะที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ​แถมยังเปราะบางเมื่อเวลานี้มีหลายกลุ่ม​ที่กำลังเดือดร้อนรุนแรงไล่มาตั้งแต่ภาคธุรกิจ ภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยว และกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของคนในประเทศ

การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช.ที่จะต้องติดตามผลลัพธ์ในอนาคต​

ข่าวล่าสุด

มติศาลรธน.ชี้‘ภูมิธรรม–ทวี’ รอดคดีฮั้วสว. ไม่พบหลักฐานแทรกแซง