
เทคโนเวิลด์
บรรดาผู้รักการออกกำลังกายไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเสียเหงื่อมากเกินไปจนร่างกายขาดน้ำอีกแล้ว
เผยโฉมสติ๊กเกอร์วัดความต้องการน้ำของร่างกาย
บรรดาผู้รักการออกกำลังกายไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเสียเหงื่อมากเกินไปจนร่างกายขาดน้ำอีกแล้ว เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ทดลองประดิษฐ์สติ๊กเกอร์วัดระดับความต้องการน้ำของร่างกาย ซึ่งจะคำนวณจากระดับกลูโคสและอัตราการหายใจจากเหงื่อที่ไหลออกมาระหว่างออกกำลังกาย โดยสติ๊กเกอร์ดังกล่าวออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียวและมีราคาถูก รวมถึงมีขั้นตอนการใช้งานไม่ซับซ้อน เพียงแค่แปะสติ๊กเกอร์ลงไปบนแขน ซึ่งจะดูดซับเหงื่อเข้าไปในวงกลม 4 สีตรงกลางสติ๊กเกอร์ ประกอบด้วยเอนไซม์ต่างๆ ที่จะเปลี่ยนสีไปเมื่อสัมผัสกับกลูโคส แลคเตท คลอไรด์ และค่าพีเอชจากเหงื่อ โดยผู้ใช้สามารถตรวจสอบคำอธิบายเกี่ยวกับสีที่เปลี่ยนไปดังกล่าวได้จากแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับการทำงานร่วมกับสติ๊กเกอร์โดยเฉพาะ ทั้งนี้ทีมวิจัยเปิดเผยว่า ได้ทดลองให้กลุ่มนักปั่นจักรยานราว 20 คน ใช้สติ๊กเกอร์ดังกล่าวแล้ว และพบว่าสามารถใช้การได้เป็นอย่างดีและไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมเสริมว่า การคิดค้นสติ๊กเกอร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้ในการฝึกทหารหรือนักกีฬา เพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำระหว่างฝึกซ้อม
นักวิทย์ทดลองเอาความกลัวออกจากสมอง
ทีมนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ ค้นพบแนวทางขจัดโรคกลัวบางสิ่งบางอย่างออกจากสมอง ที่มีชื่อว่าเทคนิค ดีโคดเดด นูโรฟีดแบ็ก โดยอาศัยความช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของสมองหลังประสบกับสิ่งน่าหวาดกลัว แล้วหาทางลดความกลัวดังกล่าวที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยจำกัดการรับรู้ความกลัวด้วยการกระตุ้นสิ่งเร้าที่เป็นกลาง หรือสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดการตอบสนองทางพฤติกรรมขึ้นมา แทนที่การบำบัดความกลัวแบบเดิมด้วยการใช้ระบบการให้รางวัล (Reward system) ซึ่งเป็นการสร้างสิ่งเร้าขึ้นมาซ้ำๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญความกลัวซ้ำๆ หลายครั้งระหว่างการรักษา นักประสาทวิทยาเปิดเผยว่า เทคนิคใหม่ดังกล่าวทดลองกับอาสาสมัครจำนวนไม่มากนัก เพียงแค่ 17 คน และพบว่า หลังการทดลองเสร็จสิ้น ความกลัวต่างๆ ของอาสาสมัครไม่กลับมาปรากฏขึ้นอีก โดยทางทีมงานคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาเทคนิคดังกล่าวเพื่อใช้รักษาโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง (พีทีเอสดี) ในเวลาต่อไป
พบแบคทีเรียนักล่าอาวุธใหม่ฆ่าซูเปอร์บัก
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม พบความหวังใหม่ในการต่อกรกับเชื้อโรคดื้อยา หรือซูเปอร์บัก ด้วยการใช้แบคทีเรียนักล่า ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่กินแบคทีเรียด้วยกันเอง เข้าไปกำจัดเชื้อดังกล่าว โดยทีมงานได้ทดลองกับตัวอ่อนปลาม้าลาย ด้วยการฉีดเชื้อแบคทีเรียชิเจลล่าที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคบิด ซึ่งยังไม่มีวัคซีนรักษาในขณะนี้และเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยกว่า 1 ล้านคนเสียชีวิตในแต่ละปี เข้าไปในตัวอ่อนปลาก่อน แล้วเพิ่มแบคทีเรียเดลโลวิบริโอ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เข้าไปจัดการกับเชื้อดังกล่าว โดยจากการทดลองพบว่า กลุ่มตัวอ่อนปลาที่ได้รับแบคทีเรียเดลโลวิบริโอเข้าไปมีชีวิตรอดถึง 60% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ที่อยู่รอดเพียง 25% เท่านั้น แม้การทดลองใช้แบคทีเรียกินแบคทีเรียจัดการซูเปอร์บักไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ทีมงานคาดหวังว่า หากมีการทดลองและพัฒนาเพิ่มขึ้น แนวทางดังกล่าวอาจกลายเป็นกุญแจรักษาซูเปอร์บักได้สำเร็จในเวลาต่อไป
อัลกอริทึมหาตัวอาชญากรจีนโดนวิจารณ์หนัก
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ได้ใช้อัลกอริทึม หรือชุดคำสั่งโปรแกรม ทดสอบการหาตัวอาชญากรเป็นครั้งแรก และระบุว่าผลลัพธ์มีความแม่นยำมากถึง 89% จากการทดลองกับภาพถ่ายราว 1,500 รูป อย่างไรก็ดีผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากศาสตราจารย์ ซูซาน แมควี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ว่า ยังไม่สามารถเชื่อถือได้ และมีแนวโน้มผิดพลาดจริงสูง เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องมารองรับ และอัลกอริทึมดังกล่าวตัดสินตัวอาชญากรจากความน่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหน้าตา มากกว่าจะตัดสินใจความโน้มเอียงด้านพฤติกรรม ซึ่งหากมีการนำชุดอัลกอริทึมดังกล่าวมาใช้งานจริง อาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินทางกฎหมาย รวมถึงจะเป็นปัญหาใหญ่ ถ้ารัฐบาลนำมาใช้ตรวจสอบใบหน้าอาชญากรที่สนามบินหรือสถานที่สำคัญต่างๆ







