
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (74)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระเมตตาเปี่ยมล้น ได้พระราชทานทุนการศึกษาให้แก่ชนกลุ่มน้อย
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระเมตตาเปี่ยมล้น ได้พระราชทานทุนการศึกษาให้แก่ชนกลุ่มน้อย และนักเรียนในโรงเรียน ตชด.ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยพระราชทานทุนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อนักเรียนทุนมาเข้าเฝ้าฯ หลังสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วจะทรงสอบถามว่าต้องการศึกษาต่อสาขาอะไร เช่น ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ถ้ามีความสามารถศึกษาต่อได้ จะพระราชทานทุนเรียนต่อจนสำเร็จถึงระดับปริญญาตรี
พระองค์ทรงดูแลนักเรียนทุกคนอย่างใกล้ชิด รับสั่งว่า “สงสัยฉันให้ทุนไปคงจะครบหมื่นคนแล้ว” พระองค์ได้พระราชทานทุนจนสำเร็จการศึกษา ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกในต่างประเทศ อาทิ ประเทศสหรัฐ ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ โดยในระยะหลังๆ พระองค์รับสั่งว่า อยากจะลองส่งไปเรียนที่ประเทศอินเดียกับจีนบ้าง ซึ่งมีเรียนจบมาแล้วเป็นการเปิดวิธีคิดที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการประสานกับประเทศเหล่านี้ต่อไปในอนาคต เพราะเด็กที่จบมามีเพื่อนที่สามารถใช้เชื่อมโยงได้
พระองค์ทรงห่วงใยประเทศไทยตลอดเวลา เมื่อเสด็จฯ ประชุมที่ใด พระองค์จะทรงนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์เชื่อมโยง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็ก เยาวชน ประชาชน และประเทศไทย นอกจากนี้เมื่อทรงเห็นว่าที่ไหนที่พอจะบ่มเพาะเด็กไทยได้บ้าง พระองค์จะพระราชทานทุนให้ หรือทรงขอทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยได้ไปเรียนรู้ในต่างประเทศด้วย เช่น ทรงขอทุนให้เด็กไทยได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองและประเทศชาติในอนาคต
เมื่อนักเรียนทุนเหล่านี้เรียนจบแล้วยังทรงใส่พระราชหฤทัยสอบถามถึงการประกอบอาชีพต่อไปด้วยพระองค์ทรงนำลูกชาวนาทรงเลี้ยงและพระราชทานทุนการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นรุ่นแรก ซึ่งพระองค์ทรงถามเด็กว่าเรียนจบแล้วจะทำอะไร เด็กตอบว่าจะกลับไปทำนาที่บ้านเกิด
นอกจากนี้ พระองค์ทรงให้ทุนการศึกษาแก่ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะด้านการศึกษา ในปัจจุบันศิษย์เก่าโรงเรียน ตชด. ที่พระองค์ทรงส่งเรียน เริ่มกลับมาสอนที่โรงเรียน ตชด.ตอนนี้มีรุ่นที่ 2 แล้ว ตรงนี้คือความยั่งยืน โดยได้ต่อเนื่องแนวพระราชดำริ ที่สำคัญครูเหล่านี้จะมีความกระตือรือร้นมาก ทุ่มเทเพื่อพัฒนาพื้นที่และชุมชนบ้านเกิดของตนเอง ความคิดที่ว่าย้ายไปที่อื่นก็ไม่มี ครูพวกนี้จะคิดอยู่ยาว ไม่ใช่คิดอยู่สั้นเหมือนครูที่มาจากที่อื่น ซึ่งคิดว่าแนวพระราชดำรินั้นน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการจัดการศึกษาของโรงเรียนต่อไป
ในขณะที่พระองค์เสด็จฯ ในถิ่นทุรกันดาร ทรงแย้มพระสรวล มีพระราชหฤทัยเมตตาตลอดเวลาไม่เคยทรงโกรธใคร ผู้ที่ตามเสด็จไปถวายงานในถิ่นทุรกันดารถึงจะลำบากเพียงใด ทุกคนก็สบายใจยิ้มแย้มแจ่มใส พระองค์มีพระราชหฤทัยดีเยี่ยม ทรงให้โอกาสชาวบ้าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เสมอ ไม่เคยถือโทษโกรธใคร ไม่ว่าใครจะพูดคำราชาศัพท์ไม่ถูกต้อง ไม่มีกิริยามารยาทแบบชาววัง พระองค์ไม่เคยทรงถือ ทรงเข้าพระทัยและทรงรักพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง
พระจริยาวัตรส่วนพระองค์ ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่ทำงานเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวม ไม่ทรงเห็นแก่พระองค์ ทรงเห็นแต่คนอื่น และแก่ส่วนรวมเป็นหลัก ทรงร่วมแก้ไขปัญหากับประชาชน แม้จะเป็นงานที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ไม่ได้ทรงทำให้อุปสรรคนั้นเป็นเครื่องกีดขวาง หากทรงใช้อุปสรรคนั้นเป็นสิ่งท้าทายให้แก้ปัญหาลุล่วงไปได้เสมอ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีและมีคุณค่ายิ่งแก่ข้าราชการและประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารว่า “อย่าท้อนะ ดูพระองค์เป็นตัวอย่างสิ ถึงจะมีอุปสรรคอย่างไรก็แก้ไขได้ถ้าเราร่วมมือกัน”
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไม่เคยทรงท้อกับเรื่องใดเลย ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับพระองค์ ถ้ามีพระองค์ก็จะทรงใช้พระปัญญาเอาชนะจนได้ เมื่อเสด็จฯ ไปพบอุปสรรคหรือปัญหาของชาวบ้าน พระองค์ทรงวิธีแก้ไข ดังเช่น เมื่อเด็กบนดอยที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วไม่สามารถไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3 ได้ เนื่องจากบ้านไกลไม่มีรถประจำทาง ทรงหาทางออกโดยให้สร้างหอพักสำหรับนักเรียนบ้านไกล ถ้าโรงเรียนไม่มีเงิน ก็จะทรงขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุน
พระองค์ทรงแก้ปัญหาให้สำเร็จทุกราย และเด็กก็ได้เรียนหนังสือต่อ ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมาก ในกรณีที่ทางราชการไม่สามารถจัดหาให้ได้ และเมื่อมีครูไม่เพียงพอ จะทรงจ้างครูเพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือ พระองค์ทรงมีเป้าหมายว่า เด็กไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนต้องได้เรียนหนังสือ
พระองค์ทรงมีพระประสบการณ์ในการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารอย่างดียิ่ง ทรงพระปรีชาสามารถในการแก้ไขปัญหามาก ในหมู่บ้านชาวเขาที่มีชนกลุ่มน้อยที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่พูดภาษาไทยไม่ได้ จึงเป็นปัญหาในการเรียน
พระองค์ทรงออกแบบอาคารเล็กๆ บนดอย หลังคามุงจาก สามารถเดินทะลุถึงกันทั้ง 3 ส่วน ตรงกลางเป็นห้องสำหรับทำงานของครู ด้านหนึ่งใช้สอนภาษาไทยให้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน อีกด้านหนึ่งเป็นที่สอนภาษาไทยให้เด็กในหมู่บ้าน ทรงตั้งชื่อว่า “ศูนย์การเรียนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง” คำว่า “แม่ฟ้าหลวง” พวกชนกลุ่มน้อยบนดอยหมายถึง “สมเด็จย่า” และต่อด้วยชื่อหมู่บ้านนั้นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นการออกแบบที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งและลงทุนน้อยมาก เมื่อสามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้แล้ว ถ้าผู้ใหญ่ต้องการเรียนต่อจะทรงให้ กศน.ไปช่วยสอน ถ้าเด็กต้องไปเรียนต่อในภาคบังคับ จะทรงส่งไปเรียนที่โรงเรียน ตชด.ใกล้ๆ ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งศูนย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นหลายแห่ง
ในระยะแรกๆ มีครูเพียง 1-2 คน ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะว่าไปเอาครูที่เป็นเผ่าอื่น หรือว่าเป็นคนไทยขึ้นไปก็อยู่ไม่ได้ เพราะเหงาและพูดกันไม่รู้เรื่อง พระองค์ทรงพระปรีชามาก ทรงให้รับสมัครเด็กชนเผ่านั้นๆ ที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว เป็นครูที่ศูนย์ต่อไป และทรงสนับสนุนให้ครูเหล่านั้นได้ศึกษาต่อในโครงการศึกษาทางไกล เช่น ที่ภาควิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหลายคนแล้ว
ปัจจุบันมีศูนย์การเรียนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงอยู่หลายสิบแห่ง โดยเฉพาะที่ จ.ตาก นับเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สำคัญและยอดเยี่ยมที่สุด ประเทศอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะทุกประเทศล้วนมีชนกลุ่มน้อย ถ้าจะให้การศึกษาหลัก ก็ต้องให้ชนกลุ่มน้อยพูดภาษาหลักของชาตินั้นๆ ได้ เช่น ชนกลุ่มน้อยในประเทศจีนก็ต้องพูดภาษาจีนได้ หากต้องการเข้าโรงเรียนจีน







