
เรื่องข้าวที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง
ชาวนาคือผู้ทรงอิทธิพล ไม่ใช่คนน่าสงสาร หลายคนที่เสพข่าวทางสื่อต่างๆ (รวมถึงโซเชียลมีเดียทั้งหลาย) คงจะเห็น “ดราม่า”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ชาวนาคือผู้ทรงอิทธิพล ไม่ใช่คนน่าสงสาร
หลายคนที่เสพข่าวทางสื่อต่างๆ (รวมถึงโซเชียลมีเดียทั้งหลาย) คงจะเห็น “ดราม่า” เรื่องข้าวเต็มไปทุกสื่อ ไม่เว้นแม้แต่สื่อบุคคล เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีบางคน รวมทั้งสื่อของทางราชการ เช่น รายการเดินหน้าประเทศไทย ก็จับเอาชาวนามาเรียก “ความสงสาร” จากสาธารณชนนั้นด้วย เนื้อหาหลักที่ใช้ “เรียกน้ำตา” นี้ก็คือ “ช่วยชาวนาด้วย เพราะพวกเขาน่าสงสาร ทุกข์ยากและทรมานเหลือเกิน”
การปลูกข้าวคือชีวิตและวัฒนธรรมทางสังคม
ผู้เขียนเติบโตมาและใช้ชีวิตวัยเด็กในทุ่งนา กลางดินแดนที่ราบสูง อ.คง จ.นครราชสีมา อยู่หลายปี เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เดินทางไปทำบุญกระดูกให้ปู่ ย่า และพ่อ ที่นั่น ได้เห็นข้าวกำลังออกรวงเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งท้องทุ่ง ทำให้นึกถึงชีวิตวัยเด็กที่ได้ผ่านมา มี “ความสุขสุดๆ” อยู่ในท้องถิ่นเหล่านี้
เดือน 7 เดือน 8 เข้าหน้าฝน ฝนตกเพาะกล้าดำนาชุ่มฉ่ำ กบเขียดร้องระงมตลอดคืน ฝนซาแมงดานาเกาะตามต้นกล้า ตัวเมียออกไข่ ตัวผู้ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล ปูปลาอุดมสมบูรณ์ เดือน 10 ต้นข้าวเต็มวัยเขียวขจีไปทุกผืนนา อีกไม่นานก็ตั้งท้องแตกรวง กาบก้านอวบอ้วนสีเขียวสดใส อีกหนึ่งเดือนต่อมาก็เป็นรวงแก่เหลืองอร่ามรอเกี่ยว ทั้งการดำและเกี่ยวนี้ต้องไป “ขอแรง” เพื่อนบ้านมาช่วย แบบที่เรียกว่า “ลงแขก” เจ้าภาพก็ทำอาหารอย่างดีมาเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เกี่ยวแล้วก็นวดและฝัด ได้ข้าวไปเก็บไว้กินและขาย ได้ฟางเอาไปคลุมดินให้ความชุ่มชื้นในการปลูกผัก ถั่ว งา และเผือกมัน ที่เป็นพืชเสริมในช่วงที่ดินยังชื้นและอากาศเย็นสบายนี้ พร้อมกับเอาเป็ดและไก่มาปล่อย “เลี้ยงทุ่ง” ที่ได้อาศัยเก็บกินเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นจนพุงกางอ้วนพี ฟางบางส่วนเอามาทำลอมฟางไว้เลี้ยงวัวควายในหน้าแล้ง เด็กๆ ชอบเข้าไปคุ้ยสร้างเป็นบ้านอันอบอุ่น กลางคืนที่มานอนเฝ้าลานข้าว ก็ได้ชมดาวและเดือนบนฟ้าใสและแจ่มกระจ่างนั้น
ข้าวคือความสุข ข้าวคือความอุดมสมบูรณ์
ในตำรานิรุกติศาสตร์เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมาด้วย “วัฒนธรรมน้ำและข้าว” ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรต่างๆ ที่ได้อาศัยน้ำเติบโต ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา และพืชต่างๆ ที่ใช้น้ำเพาะปลูก อันรวมถึงข้าวนี้ด้วย อย่างคำในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ครั้งกรุงสุโขทัย ที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ก็เกิดขึ้นด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับน้ำและพืชที่เพาะปลูกนั้น โดยเฉพาะข้าว เช่น ตอนเริ่มหว่านกล้าก็ทำขวัญข้าว เมื่อดำนาและเกี่ยวข้าวก็มีการลงแขก ตอนเกี่ยวก็มีกิจกรรมรื่นเริง ในหลายๆ ภูมิภาคเกิดการละเล่นและนาฏศิลป์ที่เกี่ยวเนื่อง เป็นต้นว่า เพลงเหย่ย และเต้นกำรำเคียว ในภาคกลาง ในภาคเหนือและอีสานก็มีฟ้อนรำฉลองการเก็บเกี่ยว อย่างหมู่บ้านของผู้เขียนที่เติบโตมานั้น
ตอนที่ผู้เขียนมาทำงานกับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านทราบว่าผู้เขียนเคยเป็นเด็กเลี้ยงควาย เติบโตมาในท้องนา ท่านก็ได้ซักถามถึงชีวิตในช่วงนั้นอย่างละเอียด เพราะท่านมีความสนใจว่า “อะไรคือสาระสำคัญของความเป็นชาวนา” เพราะขณะนั้น (พ.ศ. 2520-2528 ที่ผู้เขียนเป็นเลขานุการของท่าน) พรรคกิจสังคม มีสโลแกนว่า “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” โดยที่พรรคกิจสังคมครั้งที่เป็นรัฐบาลและมีท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2518 ได้ริเริ่มนโยบายประกันราคาข้าว และเกิดกระบวนการในระบบเศรษฐกิจและการบริหารที่จะให้มีการทำให้ชาวนาเกิดความ “มั่งคั่ง” อย่าง “ยั่งยืน”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า ครั้งที่ประเทศไทยปกครองโดยเผด็จการทหารตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม รัฐบาลยุคนั้นมีคำขวัญว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ” อย่างที่มีเพลงปลุกใจในครั้งนั้นว่า “กสิกร...แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ... ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม...” ซึ่งท่านเคยเขียนบทความล้อเลียน ว่า “กระดูกสันหลังอะไรกัน ยังเห็นมีคนในรัฐบาลหากินกับชาวนา จนสันหลังผุจะหักแล้ว” ทั้งนี้เพราะเผด็จการทหารนั่นเองที่ “หากิน” กับชาวนา เช่น การหาปุ๋ย และอุปกรณ์การเกษตร เพื่อมาช่วยชาวนา แต่ปรากฏว่ามีการ “เซ็งลี้” หรือเบียดบังคอร์รัปชั่นเอาจากโครงการเหล่านั้น
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ บอกว่า อาชีพชาวนาไม่มีวันจะหมดไปจากสังคมไทย เพราะการทำนาคือ “ชีวิตจิตใจ” ของคนไทย คนไทยไม่คาดหวังอะไรมากจากการทำนา เพียงแค่ให้พอเลี้ยงครอบครัวได้และลูกหลานมีอนาคตที่ดี ราคาข้าวอาจจะไม่ดี มีขึ้นลงตามฤดูกาลหรือดินฟ้าอากาศ ชาวนาก็ทนได้ แต่ถ้าปีไหนเกิดฝนแล้ง ทำนาไม่ได้ นั่นแหละคือปีที่ชาวนาจะมีทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะไม่ได้เห็นสีสันของท้องทุ่ง โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ใช้คำว่า “สีสันของท้องนา คือ ชีวิตชีวาของชาวนาไทย”
“ตื่นมาได้เห็นทุ่งนาเขียวๆ ก็รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่” ท่านว่าอย่างนั้น
หลายวันมานี้ผู้เขียนได้อ่านสารคดีเกี่ยวกับชาวนาญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่าได้รับความเอาใจใส่ “อุ้มชูและอุปถัมภ์” จากรัฐบาลดีที่สุดกว่าชาติใดๆ ในโลก เหตุผลก็คือไม่เพียงแต่อาชีพทำนานั้นจะเป็น “จิตวิญญาณของประชาชาติ” เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวถึงชาวนาไทยนั้นแล้ว แต่ยังเป็นพลังทางสังคมและการเมืองที่สำคัญ ที่หมายถึงความอยู่รอดของรัฐบาลและใครก็ตามที่มาปกครองประเทศญี่ปุ่นนั้นด้วย
โชคดีที่ญี่ปุ่นไม่เอาชาวนามาทำ “สงครามรากหญ้า” ด้วย “ประชานิยม” เหมือนประเทศไทย







