
เงินฝากหดไม่ป่วนเศรษฐกิจ
ในอดีตหากต้องการรู้ว่าสภาพคล่องในระบบเพียงพอหรือไม่ ขาดหรือเกินอย่างไรที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการกู้ยืม จะต้องดูที่เงินฝากในระบบที่เป็นตัวสะท้อนความเพียงพอต่อความต้องการเงินกู้เพื่อการลงทุน
ในอดีตหากต้องการรู้ว่าสภาพคล่องในระบบเพียงพอหรือไม่ ขาดหรือเกินอย่างไรที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการกู้ยืม จะต้องดูที่เงินฝากในระบบที่เป็นตัวสะท้อนความเพียงพอต่อความต้องการเงินกู้เพื่อการลงทุน
แต่ปัจจุบันแหล่งที่มาของสภาพคล่องหรือการระดมเงินลงทุนนั้น ไม่ได้จำกัดเพียงเงินฝากสถาบันการเงิน หลังจากที่ตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนของไทยถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก เป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน
ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานสภาพคล่องเดือน ต.ค. 2559 ยังอยู่ระดับสูง สัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมอยู่ที่ 90.5% จาก 92.1% ในเดือน ก.ย.
ฉะนั้น ทิศทางเงินฝากที่เริ่มชะลอตัวและมีแนวโน้มหดตัวในช่วงนี้ จึงไม่ได้เป็นสัญญาณว่า สภาพคล่องน่าเป็นห่วง หรือจะเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใด
สาเหตุสำคัญที่เงินฝากชะลอตัวมาจากสถาบันการเงินต้องการบริหารต้นทุนทางการเงินในภาวะสินเชื่อที่ปล่อยไม่ออก ตามภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ สถาบันการเงินไม่จำเป็นต้องแข่งระดมเงินฝากดอกเบี้ยสูงมาแบกเป็นต้นทุนโดยใช่เหตุ
ทั้งนี้ ภาพรวมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์มีอัตราการเติบโตชะลอลง โดยสิ้นไตรมาส 3 ของปี 2559 มีปริมาณเงินฝากรวม 12.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปริมาณเงินฝากรวม 11.9 ล้านล้านบาท โดยชะลอตัวตามการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตต่ำในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่ในรายละเอียดจะพบว่า เงินฝากที่ 25-50 ล้านบาท ปรับลดลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากปริมาณเงินรวม 8.07 แสนล้านบาท เหลือ 7.93 แสนล้านบาท หดตัว 1.64%
อย่างไรก็ดี เงินฝากแยกตามอายุเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จะพบว่าเงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อทวงถามและฝากประจำประเภทอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 2 ปี จะปรับลดลง โดยเฉพาะเงินฝากประจำ 1-2 ปี มีบัญชีเงินฝากลดลง 2.3 แสนบัญชี หรือ 17.37% และปริมาณเงินฝากลดลง 4.68 แสนล้านบาท หรือ 44.31% และเงินฝากประจำ 2 ปี มีบัญชีเงินฝากลดลง 9.61 หมื่นบัญชี หรือ 19.92% และปริมาณเงินฝากลดลง 1.02 แสนล้านบาท หรือ 24.54%
ความเคลื่อนไหวของเงินฝากที่ชะลอตัวและหดตัวลงในบางกลุ่ม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมานาน เมื่อธนาคารไม่มีดอกเบี้ยเงินฝากสูงเข้ามาจูงใจ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ฝากเงินจึงมองหาทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ธนาคารก็มีกลยุทธ์รักษาฐานลูกค้าเงินฝากกลุ่มนี้ไม่ให้ไหลออกไปยังธนาคารคู่แข่ง โดยแต่ละธนาคารได้พัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ เช่น ควบประกัน หรือคู่กองทุน ที่มีความเสี่ยงต่ำไปถึงสูงรองรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่นี้ก็สะท้อนถึงการพัฒนาของวงการตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
นอกจากนี้ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศสำหรับบุคคลธรรมดา ทำให้มีนักลงทุนสนใจนำเงินออกไปหาผลตอบแทนสูงภายนอก และสถาบันการเงินก็มีการพัฒนาบริการสำหรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเช่น ธนาคารซิตี้แบงก์ นับเป็นธนาคารแรกๆ ที่ให้บริการซื้อขายกองทุนรวมต่างประเทศ 19 กองทุน เป็นทางเลือกให้ลูกค้ารายย่อยลงทุนตรงในกองต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ผลตอบแทนดีขึ้นและกระจายความเสี่ยง
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มเงินฝากปีหน้าคาดว่าจะหดตัวน้อยลง แม้ว่าคนจะโยกเงินออมไปลงทุนในรูปแบบอื่น อย่างกองทุนรวมหรือกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศก็ตาม เนื่องจากหากปีหน้าเศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% สินเชื่อก็น่าจะโตได้ดีขึ้น และเงินฝากก็จะยังขยายตัวตามไปด้วย
“คาดว่าเงินฝากจะยังโตได้แต่โตไม่สูง ซึ่งปกติจะโตในอัตราที่น้อยกว่าสินเชื่อ เช่น ถ้าสินเชื่อโตที่ 4% เงินฝากจะโตที่ประมาณ 3% เป็นต้น” ดอน กล่าว
ทิศทางเงินฝากไม่ใช่ว่าจะหดตัวลงไปเรื่อยๆ ในทางเดียว ถ้าธนาคารต้องการเพิ่มปริมาณเงินฝากก็ทำได้ไม่ยาก เพียงให้ดอกเบี้ยในอัตราสูงเพียงพอที่จะจูงใจผู้ออม
นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดเงินตลาดทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุนและผู้ออม เมื่อใดที่ตลาดผันผวนและมีความเสี่ยงมากๆ จนสินทรัพย์ราคาตก หุ้นร่วง เมื่อนั้นเม็ดเงินจะไหลกลับมายังเงินฝาก ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงเงินทุนที่ปลอดภัยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมอีกประเด็นหนึ่ง คือ การคุ้มครองเงินฝากที่ทยอยลดลงเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 11 ส.ค. 2559-10 ส.ค. 2561 คุ้มครองเงินฝาก 15 ล้านบาท จากนั้น 11 ส.ค. 2561-10 ส.ค. 2562 ลดลงเหลือคุ้มครอง 10 ล้านบาท และลดลงเหลือ 5 ล้านบาทตั้งแต่ 11 ส.ค. 2562-10 ส.ค. 2563 กระทั่งจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาท ตั้งแต่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป
แม้ธนาคารพาณิชย์ต่างยืนยันว่าการทยอยปรับลดการคุ้มครองเงินฝากไม่กระทบกับระบบ เนื่องจากระบบธนาคารไทยมีความเข้มแข็งไม่เหมือนกับช่วงเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ในความเป็นจริงย่อมมีการไหลออกของเงินฝากในกลุ่มลูกค้าระดับบนจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บรรดาสถาบันการเงินจะต้องมีการออกแคมเปญเพื่อจูงใจลูกค้าเงินฝากขนาดใหญ่ให้อยู่กับธนาคารต่อไป
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลักเกณฑ์การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรง (Liquidity Coverage Ratioหรือ LCR) ที่ธนาคารยังมีความจำเป็นต้องอาศัยเงินฝากที่เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง
จากความจำเป็นดังกล่าว จึงเชื่อว่าภาพของเงินฝากที่หดตัวนั้นจะเป็นสถานการณ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่จะกลับมาสู่ภาวะการระดมเงินฝากเมื่อใด ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ โครงการลงทุนภาครัฐที่หาก
เริ่มได้จริง ความต้องการเงินทุนจะเพิ่มขึ้น จนดูดซับสภาพคล่องออกไป เมื่อนั้น คงจะได้เห็นดอกเบี้ยเงินฝากสูงอีกครั้ง ระหว่างนี้คงต้องจับตาพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (เสิร์ชฟอร์ยิลด์) ในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงสูงจะสร้างความเปราะบางต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่







