posttoday
โอกาสสุดท้าย ‘โอเปก’ ลดผลิตดันราคาน้ำมันโลก

โอกาสสุดท้าย ‘โอเปก’ ลดผลิตดันราคาน้ำมันโลก

24 พฤศจิกายน 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. หลังตลาดต่างคาดการณ์ว่าที่ประชุมใหญ่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ จะไม่พลาดการออกนโยบายลดกำลังการผลิต เพื่อคืนสมดุลให้แก่ตลาดซึ่งกำลังประสบภาวะการผลิตล้นตลาดที่กดดันราคาน้ำมัน เพราะหากพลาดอีกในครั้งนี้ก็จะฉุดราคาน้ำมันลงอีกไปพร้อมกับภาวะน้ำมันล้นตลาดที่ยังคงยืนยาวต่อไปจนถึงปีหน้า

ประเทศสมาชิกโอเปกต่างเผชิญความกดดันทางเศรษฐกิจมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่เจ้าใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบีย ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเดินหน้าผลิตน้ำมันเพื่อกำจัดคู่แข่งเกิดใหม่อย่างน้ำมันจากหินดินดาน(เชลออยล์) จากสหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่า ความพยายามในครั้งนี้ของโอเปก ซึ่งจะตัดสินกันในการประชุมปลายเดือนนี้ ณ กรุงเวียนนา มีความจริงจังมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดย เฮลิมา ครอฟต์ หัวหน้ากลยุทธ์โภคภัณฑ์ของธนาคารอาร์บีซี มาร์เก็ต ระบุว่า สมาชิกโอเปกต่างต้องการที่จะเพิ่มรายได้เข้าประเทศ หลังถูกกดดันมาตลอดการใช้นโยบายทวงคืนส่วนแบ่งการตลาดมาตลอด 2 ปี ที่ทำให้น้ำมันลงต่ำสุดจากมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหลือเพียง 26 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเดือน ก.พ.
ที่ผ่านมา

ความย่ำแย่ของโอเปกยืนยาวมาตั้งแต่ปี 2015 โดยจากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) ระบุว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันของโอเปกอยู่ที่เพียง 4.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ลดลงจากปี 2014 ถึง 46% และยังต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2004 อีกด้วย ขณะที่ในปี 2016 อีไอเอคาดการณ์ว่ารายได้จากน้ำมันจะลดลงอีกอยู่ที่เพียง 3.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท)

รายได้จากน้ำมันที่ลดลงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ไม่เว้นแม้แต่ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโอเปก โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียต้องออกขายพันธบัตรรัฐบาลเป็นครั้งแรก ซึ่งสามารถเพิ่มทุนได้ 1.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.12 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือสถานะการคลังของประเทศที่คาดว่าจะขาดดุลงบประมาณ 8.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 ล้านล้านบาท) ในปีนี้

“ใบชาแห่งคำทำนายกำลังเรียงร้อยบอกเราว่าจะมีการตกลงกันได้ในวันที่ 30 พ.ย.นี้” ครอฟต์ กล่าวภายหลังบรรดาชาติโอเปกต่างส่งสัญญาณว่าจะได้ข้อตกลง โดยเฉพาะชาติที่คัดค้านการลดกำลังผลิตในการพูดคุยเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เช่น อิหร่าน ที่เห็นว่าการพูดคุยครั้งนี้น่าจะได้ข้อตกลง ขณะที่อิรักเองก็มีการเสนอแผนเพื่อลดกำลังการผลิตดังกล่าว เช่นเดียวกับรัสเซีย ผู้ผลิตรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปกที่เพิ่งออกมาส่งสัญญาณเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอย่างค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อยู่ในทิศทางแข็งค่าขึ้นยาว ก็ยังเป็นอีกปัจจัยลบต่อราคาน้ำมันที่ทำให้โอเปกต้องพิจารณาด้วย หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ

นโยบายของทรัมป์ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในเวลา 10 ปี รวมถึงการลดอัตราภาษี อาจกลายเป็นปัจจัยที่สนับสนุนอัตราเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นและมากขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวหลังจากนี้ และเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาน้ำมันตามมา โดยเฉพาะหากสหรัฐใช้นโยบายกีดกันทางการค้าจริงก็จะกระทบต่อการค้า กำลังการผลิต และความต้องการน้ำมันของอีกหลายประเทศทั่วโลก

โนมูระคาดการณ์ว่า มีโอกาสที่โอเปกจะเคาะข้อตกลงได้สำเร็จถึง 70% ในการลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งจะช่วยดันราคาให้ขยับขึ้นได้กว่า 2 เหรียญสหรัฐ โดยมองว่าโอเปกไม่อาจใช้กลยุทธ์เดิมๆ ของการดึงราคาเพื่อขยี้คู่แข่งในสหรัฐได้อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ไม่น้อยอีกเช่นกันว่า โอเปกอาจล้มเหลวซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง จากปัจจัยเดิมๆ ที่สมาชิกรายใหญ่บางรายไม่ร่วมวงด้วย เพราะแม้จะเคยกล่าวในเชิงให้ความหวังมาก่อนหน้านี้ แต่ล่าสุดรอยเตอร์สได้รายงานอ้างแหล่งข่าวในโอเปกว่า อิหร่านเริ่มส่งสัญญาณไม่อยากร่วมด้วย เพราะต้องการเพิ่มกำลังการผลิตไปให้ถึงระดับเดิมก่อนถูกคว่ำบาตร ตามที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้ ขณะที่อิรักและอินโดนีเซียก็ส่งสัญญาณไม่อยากลดกำลังการผลิตเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์เองก็ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญจาก 2 แนวโน้มหลักๆ คือ การส่งเสริมธุรกิจน้ำมันในประเทศมากขึ้น และแนวโน้มที่อาจจะกลับมาเดินหน้าคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่

ทรัมป์มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศ โดยให้สัญญาว่าจะยกเลิกการควบคุมจำกัดในภาคส่วนพลังงาน ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี บารักโอบามา และจะทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถผลิตน้ำมันได้ง่ายขึ้น เพิ่มเติมจากที่สหรัฐเพิ่งยกเลิกกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมันดิบครั้งแรกในรอบ 40 ปีไปก่อนหน้านี้ และจะกลายเป็นปัญหาต่อสถานการณ์ปริมาณน้ำมันล้นตลาด

หมายความโอเปกอาจต้องเผชิญการกลับมาแข่งขันของสหรัฐอีกครั้ง สอดคล้องกับที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การตัดสินใจลดกำลังการผลิตของโอเปกจะช่วยให้ราคาเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคากลับมาแตะ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง จะทำให้ผู้ผลิตเชลออยล์จากสหรัฐกลับมา
ผลิตเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ต้องลดการผลิตลงไปจากราคาน้ำมันถูก

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่าน ที่โอบามาใช้อำนาจพิเศษในฐานะประธานาธิบดีไฟเขียวให้ยกเลิกไปก่อนหน้านี้ จึงอาจนำไปสู่การใช้อำนาจของตนเองหรือร่วมกับสภาคองเกรสกดดันไปสู่การคว่ำบาตรอิหร่านใหม่อีกครั้งซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้คู่แข่งสำคัญหายไป และโอเปกก็ไม่จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันได้มากกว่า 2.4 ล้านบาร์เรล/วัน ไปยังจีน อินเดีย สหภาพยุโรป (อียู) และอื่นๆ เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับระดับก่อนการถูกคว่ำบาตรเมื่อปี 2012 ที่ 2.6 ล้านบาร์เรล/วัน ก่อนการยกเลิกการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. 2016 โดยหากอิหร่านถูกคว่ำบาตรอีกครั้ง จะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกดังกล่าวลดลงไปอย่างมาก และอยู่ที่ระดับเดิมที่เฉลี่ย 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2014

ท่ามกลางหลายปัจจัยที่ยังคาดเดาอนาคตได้ยากเช่นนี้ จึงมีโอกาสสูงที่ราคาน้ำมันจะผันผวนต่อเนื่องจนกว่าจะถึงการประชุมใหญ่สิ้นเดือนนี้ พร้อมกับโอกาสสุดท้ายที่โอเปกจะลงมือพลิกสถานการณ์ในขณะที่โอกาสยังอยู่ในมือตัวเอง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69