
คลังสบาย ช่องกู้เพิ่ม ลงทุนได้อีก
สถานะหนี้ไทยสดใส จีดีพีขยายตัวส่งผลหนี้ลด ทำให้มีช่องกู้เพื่อทำงบประมาณและลงทุนได้อีกมาก
สถานะหนี้ไทยสดใส จีดีพีขยายตัวส่งผลหนี้ลด ทำให้มีช่องกู้เพื่อทำงบประมาณและลงทุนได้อีกมาก
นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 อยู่ที่ 5.98 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.73% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42.64% ของจีดีพี แบ่งเป็นหนี้ของรัฐบาลอยู่ที่ 4.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.87 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2,230 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นของตั๋วเงินคลัง 2.04 หมื่นล้านบาท การออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อบริหารหนี้ เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างตั๋วเงินคลัง 2.74 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
ขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินอยู่ที่ 9.94 แสนล้านบาท ลดลง 1,130 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 820 ล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 1,000 ล้านบาท การเคหะแห่งชาติไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 1,000 ล้านบาท การชำระคืนหนี้เงินต้นจากสัญญากู้เงิน (Term Loan) จากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ทำให้หนี้ลดลง 2,040 ล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีการก่อหนี้มากกว่าชำระคืน ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น 2,170 ล้านบาท และผลของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้หนี้ต่างประเทศสกุลเงินต่างๆ เพิ่มขึ้น 1,480 ล้านบาท
ทั้งนี้ หนี้สาธารณะของไทยอยู่ระดับต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมามีความเข้มแข็ง ทำให้จีดีพีขยายตัวส่งผลสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้ประเทศมีความสามารถที่จะกู้เงินทำงบประมาณและลงทุนของประเทศได้อีกมาก
อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ 2560 คาดว่าหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 45.5% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากรัฐบาลมีการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งจำนวนมาก โดยในปีงบประมาณ 2560 คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนนี้ถึง 2.2 แสนล้านบาท เป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 1.5 แสนล้านบาท และโครงการใหม่อีก
7 หมื่นล้านบาท
“หนี้สาธารณะปัจจุบันคิดจากจีดีพีปีงบประมาณ 2559 ที่ 14.6 ล้านล้านบาท สำหรับจีดีพีปีงบ 2560 จะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลงอีก” นายธีรัชย์ กล่าว
นายธีรัชย์ กล่าวอีกว่า หนี้โครงการรับจำนำข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ล่าสุดอยู่ที่ 4.2 แสนล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการระบายข้าวมาชำระหนี้ 4 หมื่นล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2560 ธ.ก.ส.ได้รับจัดสรรงบประมาณชำระหนี้เงินต้น 2.3 หมื่นล้านบาท และชำระดอกเบี้ย 1.3 หมื่นล้านบาท
สำหรับต้นทุนกู้เงินโครงการรับจำนำข้าวอยู่ที่ 2.48% ต่อปี หรือต้องจ่ายชำระดอกเบี้ยปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาต้องชำระดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ปี หรือเป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไปแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนทำให้ความเสียหายการรับจำนำข้าวเพิ่มขึ้น







