
ไทยดึงดูดฐานผลิต
ฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2559 กลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นได้เข้ามายื่นคำขอส่งเสริมลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จำนวน 185 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3.17 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปีก่อนและมูลค่าก็สูงขึ้นเช่นกัน
ฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2559 กลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นได้เข้ามายื่นคำขอส่งเสริมลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จำนวน 185 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3.17 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปีก่อนและมูลค่าก็สูงขึ้นเช่นกัน
ขณะที่นโยบายของรัฐบาลไทยที่เชิญชวนให้ลงทุนโครงการต่างๆ ทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยกำลังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขนส่ง ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเพิ่มการขนส่งทางถนน และรถ ถือว่านโยบายนี้เป็นผลดีต่อทั้งภูมิภาคทำให้เกิดการเชื่อมโยงการขนส่งในภูมิภาคนี้ และยกระดับฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค เชื่อมั่นว่าจะส่งผลดีที่จะเกิดการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (ฟู้ดอินโนโพลิส) เชื่อว่าจะทำให้เกิดการลงทุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอาหาร (อาร์แอนด์ดี) ที่นับจากนี้ไปจะมีภาคเอกชนญี่ปุ่นในกลุ่มอาหาร และกลุ่มอาร์แอนด์ดี ที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้นเช่นกัน
มิทสึมะตะ กล่าวถึงการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยว่า ที่ผ่านมาไทยถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สำคัญในอาเซียน จึงมีโอกาสที่ไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของอาเซียนได้ต่อไป โดยเจโทรพร้อมจะส่งเสริมให้เอกชนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนต่อไป พร้อมประเมินว่า ยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นยานยนต์สำหรับอนาคตที่มีความน่าสนใจ และรัฐบาลญี่ปุ่นต่างให้งบสนับสนุนและพัฒนาในระดับสูงมาก แต่อุปสรรคสำคัญจะมีอยู่ที่ด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาสถานีจ่ายไฟฟ้าที่ต้องพัฒนาต่อไป
โดยส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นปี 2557 มีประมาณ 0.34% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ขณะที่ตลาดโลก รถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งการตลาดในปี 2556 ประมาณ 0.13% จึงถือว่า ยานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งการตลาดที่น้อยอยู่ แต่ในอนาคตจะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น
“ในขณะนี้การลงทุนพัฒนาแบตเตอรี่และสถานีจ่ายไฟฟ้าจะต้องพัฒนาต่อไป ให้สามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ รวมถึงในกรุงเทพมหานครที่มีปัญหารถติด หากมีการพัฒนาได้สำเร็จจะส่งผลให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมหาศาล” มิทสึมะตะ กล่าว
นอกจากนี้ เจโทร ยังทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนเอกชนไทยให้ไปลงทุนในญี่ปุ่นเช่นกัน โดยระหว่างปี 2546-2559 มีบริษัทที่เจโทรให้การส่งเสริมไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่นกว่า 100 บริษัท และมีบริษัทไทยที่ได้เข้าไปลงทุนแล้วจำนวน 13 บริษัท ขณะนี้มีเอกชนไทยราว 10 ราย อยู่ระหว่างเตรียมแผนเข้าไปลงทุน คาดว่าจะมีความชัดเจนการลงทุนในปี 2560 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ และเปิดให้บริษัทต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100%
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องขยายตัวได้ดีด้วย อีกทั้งญี่ปุ่นจะจัดแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 ในปี 2563 จึงเป็นโอกาสอย่างมากของธุรกิจไทยที่จะเข้าไปเปิดตลาดในญี่ปุ่น ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการท่องเที่ยวและให้บริการเชียร์กีฬา ธุรกิจร้านอาหาร และค้าปลีก รวมถึงอสังหา ริมทรัพย์ รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะสูงมากในอนาคต







