posttoday
ดอกเบี้ยขึ้นเงินบาทแข็งเศรษฐกิจง่อย

ดอกเบี้ยขึ้นเงินบาทแข็งเศรษฐกิจง่อย

27 สิงหาคม 2553

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.75% เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวเศรษฐกิจ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.75% เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวเศรษฐกิจ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.75% เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวเศรษฐกิจ

โดย ณ สิ้นเดือน ก.ค. เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2% และมีโอกาสสูงที่จะหลุดกรอบบนของเป้าหมาย 0.53% ในปีหน้า

กนง.จึงขึ้นดอกเบี้ยไปจนกว่าดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงจะเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับเศรษฐกิจไตรมาส 2 ดีเกินคาดถึง 9.1% ทำให้มั่นใจว่าดอกเบี้ยขึ้นไม่สะเทือนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแน่
ดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาติดต่อกันแล้ว 2 ครั้ง และตลาดเงินก็ฟันธงว่ารอบหน้าดอกเบี้ยจะปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง จากการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือ สุดท้ายแล้วปีนี้จะได้เห็นดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น 0.751%

ฟากธนาคารพาณิชย์ขานรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทันที โดยส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยขึ้นตามทันทีในอีก 12 วันให้หลัง ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก

ดอกเบี้ยขึ้นเงินบาทแข็งเศรษฐกิจง่อย

ที่สำคัญ คือ สินเชื่อบ้านก็จ้องปรับขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ผู้มีหนี้และผู้วางแผนกู้เงินร้อนๆ หนาวๆ คิดหนักว่าจะหาเงินเพิ่มอย่างไร หรือไม่ก็ต้องรัดเข็มขัด รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม

แม้แง่ดีของดอกเบี้ยขาขึ้นจะทำให้คนฝากเงินและคนวัยเกษียณหายใจคล่องตัวขึ้น แต่อีกฟากคือผู้กู้โดนกระทบเต็มๆ เพราะต้นทุนสูงขึ้นในขณะนี้

แม้จะได้ยินตัวเลขจีดีพีที่ปรับขึ้นกรอกหูทุกวัน โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจเป็น 77.5% จากเดิม 3.54.5% เพราะตัวเลขการส่งออกดี การบริโภคและลงทุนขยายตัว

แต่ไฉนไม่รู้สึกถึงเงินในกระเป๋าจะมีแววเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย!!!

ชวนให้สงสัยว่า จีดีพีที่ว่าสวยหรู ที่แท้เงินกระเด็นเข้ากระเป๋าคนรวยกระจุกหนึ่งหรือไม่ ในขณะที่คนจนซึ่งกระจายตัวทุกซอกมุมของประเทศกลับไม่ได้รู้สึกรวยขึ้นแต่อย่างใด เงินเดือนไม่เพิ่ม โบนัสไม่มี รวมทั้งกลุ่มรากหญ้าที่เงินยังซึมลงไปไม่ถึง

ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทส่งออกอยู่ 2.5 หมื่นแห่ง หมายความว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวอยู่ในนิติบุคคลไม่กี่แห่ง ไม่ได้กระจายไปทุกหย่อมหญ้า จึงไม่แปลกที่จีดีพีเติบโต แต่รากหญ้าประชาชนไม่รู้สึกว่าได้รับอานิสงส์

ดังนั้น ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อ้างว่าการขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบกับลูกหนี้ เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น จึงอาจเป็นความคิดของคนที่อยู่บนหอคอยงาช้าง

คนที่กำลังผ่อนบ้านจึงต้องทำใจ เพราะดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% ทำให้กำลังซื้อจะหายไป67%

กรณีธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยกู้เท่ารอบที่แล้ว 0.125% มารอบนี้คาดว่าจะปรับอีก 0.125% เบ็ดเสร็จดอกเบี้ยกู้จะขึ้นอย่างน้อย 0.25% เท่ากับกำลังซื้อหายไปแล้ว 1.5%

คนไม่เคยมีบ้าน กำลังคิดจะมีบ้านหรือใกล้โอนบ้าน ดอกเบี้ยโปรโมชันจะขยับอีกอย่างน้อย 0.25% จากปัจจุบันแข่งกันเสนอที่ 24% และดอกเบี้ยคงที่นาน 3 ปี จะลดเหลือคงที่ 1 ปี หรืออย่างมาก 2 ปีเท่านั้น

และอย่าลืมดูดอกเบี้ยช่วงลอยตัว เพราะช่วงนี้จะลอยตัวแบบสนุกสนานวิ่งตามดอกเบี้ยประกาศของธนาคาร

ด้านลูกค้าเอสเอ็มอี ถ้าไม่มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับธนาคารไหนมาก่อน หรือเป็นลูกค้าทั่วๆ ไป การจะได้ดอกเบี้ยคงที่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ดอกเบี้ยเงินกู้เอสเอ็มอีทั่วไป “ลอยตัว” คิดเป็นราวๆ 810% โดยจะขยับสูงตามดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารพาณิชย์

กระนั้น หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ประชุม กนง. ครั้งหน้า ดอกเบี้ยจะขึ้นอีก 1 ครั้ง หรือ 0.25% จนไปอยู่ที่ 2% ซึ่งเป็นระดับที่เมื่อหักลบกับเงินเฟ้อแล้ว ทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงกลายเป็นบวก หลังจากติดลบมานาน

หลังจากนั้นดอกเบี้ยจะหยุดนิ่ง รอดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพราะความไม่แน่นอนในการฟื้นตัว ไม่ว่าจะสหรัฐ ยุโรป และจีน ที่กำลังเติบโตลดลง ซึ่งไทยจะได้รับผลกระทบไปด้วย
ภาคส่งออกที่เติบโตเกือบ 40% ช่วงครึ่งแรกของปี จะลดระดับการเติบโตต่ำลงในครึ่งปีหลังนี้

ทว่า ด้านอัตราแลกเปลี่ยนกลับมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยห้องค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์คาดการณ์ค่าเงินบาทจะแข็งไปอยู่ที่ 31 บาท สิ้นปีนี้ และจะได้เห็นระดับกว่า 30 บาท ในปีหน้า
แม้ทิศทางค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นทั้งภูมิภาค แต่ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแบบพรวดพราด ในอัตราที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จากระดับ 32.25 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 31.55 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่า 0.70 บาท/เหรียญสหรัฐ ในเวลาอันสั้น

ถือเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก จนเกิดข้อกังขาว่า ธปท. ซึ่งรับหน้าที่โดยตรงในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีพอหรือไม่
เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าได้ แต่ต้องไปในทิศทางเดียวกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ หากจะมีเงินร้อนไหลทะลักเข้ามา ธปท. ต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในการสกัดเงินร้อนเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท
นักบริหารเงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ประกอบกับสถานการณ์ภายนอกไม่ดี เมื่อรวมกันทำให้มีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยค่อนข้างมาก มาลงทุนทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น

แม้ 1 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งในอัตราที่มากกว่าคนอื่น แต่ก็ผลัดกันแข็งเป็นช่วงๆ และถ้าดูตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี เงินบาทก็แข็งน้อยกว่ามาเลเซีย

ขณะที่นักบริหารเงินอีกสำนักตั้งข้อสังเกตว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า “เร็วเกินไป” ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

“ไม่อยากแสดงความเห็น ต้องไปถามธปท.เอง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่า เงินบาทแข็งค่าเร็ว คำว่า “เร็ว” ก็พอจะบอกอะไรได้บ้าง”

หลังจากค่าเงินบาทแข็งค่าจนเริ่มนิ่ง ทว่าหลัง กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศตอบรับเชิงบวก กดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่ออีกรอบจนมาอยู่ที่ 31.4445 บาท/เหรียญสหรัฐ
เห็นทีผู้ส่งออกต้องเหนื่อยอีกรอบ เพราะที่ผ่านมาแม้ส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับไม่เพิ่มตาม แล้วยังต้องเผชิญภาวะบาทแข็งอีก จึงมีเสียงเตือนให้ผู้ส่งออกป้องกันความเสี่ยง ล็อกต้นทุนไว้ ดีกว่าปล่อยให้ขาดทุนหากบาทแข็งค่าขึ้นอีก

เศรษฐกิจไทยฟื้น ดอกเบี้ยขึ้น ค่าเงินบาทแข็ง คนเดินดินรับรู้รสชาตินี้ดีที่สุด ว่ารวยยังกระจุก จนยังกระจาย และเงินในกระเป๋าหดหาย
ขึ้นดอกเบี้ยเที่ยวนี้ ประชาชนตาดำๆ มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง!!

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69