posttoday

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

15 พฤศจิกายน 2559

เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาปวงชนชาวไทยในพระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

โดย...มัลลิกา

เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาปวงชนชาวไทยในพระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร จากหนังสือพระราชนิพนธ์และแปล อันได้แก่ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ ปี 2489 นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก พระมหาชนกฉบับการ์ตูน ทองแดง ทองแดงฉบับการ์ตูน และพระราชดำรัส ซึ่งนอกจากแสดงให้เห็นพระปรีชาญาณด้านการใช้ภาษาแล้ว เนื้อหาที่พระองค์ทรงถ่ายทอดนั้นนำมาซึ่งประโยชน์แก่ผู้อ่าน เสมือนพ่อสอนลูก ครูฝากฝังศิษย์ ให้ได้คิดให้ปฏิบัติ เพราะในทุกตัวอักษรมีเรื่องราว แนวทางการใช้ชีวิต และการเสียสละเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติได้อย่างไร

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

พระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์

รศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เล่าถึงเนื้อหาสาระที่แฝงข้อคิดในพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ในงานเสวนาเทิดพระเกียรติในหัวข้อ “พระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรมในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ไว้ว่า พระราชนิพนธ์ชิ้นเอกของพระองค์ คือเรื่อง พระมหาชนก นั้นแท้จริงแล้วเป็นชาดกเรื่องที่ 2 ในทศชาติชาดก

“พระองค์ทรงได้สดับพระธรรมเทศนาตอนหนึ่งในเรื่องพระมหาชนก มีฉากว่าด้วยต้นมะม่วง 2 ต้น มะม่วงต้นหนึ่งมีดอกผลอุดมสมบูรณ์ต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา อีกต้นอยู่ข้างๆ กันมีขนาดพอเหมาะ มีใบเขียว ลูกก็ไม่ได้มีมาก แต่ว่าต้นที่อุดมสมบูรณ์นั้นถูกแย่งทึ้งโดยประชาชนผู้มีอวิชชาคือไม่รู้ ทึ้งไปทึ้งมาเอาเครื่องจักรเครื่องยนต์มาเก็บมะม่วงจนในที่สุดมะม่วงนั้นตาย

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต รศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร

 

พระองค์ทรงสนพระทัยชาดกเรื่องนี้มากและทรงศึกษาค้นคว้าเรื่องพระมหาชนกแล้วก็ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น พระราชนิพนธ์ในช่วงต้นนั้นเหมือนในชาดกทรงแปลมาแล้ว พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านภาษาอย่างยิ่ง ทรงใช้ภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ละติน ซึ่งพวกเราน้อยคนมากในประเทศไทยที่จะรู้ภาษาละติน พระองค์ทรงทราบภาษาละตินเป็นอย่างดี ทรงศึกษามา และก็ทรงใช้บาลีสันสกฤตได้

เพราะฉะนั้นในมหาชนกฉบับต้นฉบับ มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และที่เป็นคาถายังมีตัวเทวนาคีประกอบด้วย เพราะว่าพระองค์บอกว่าอ่านแล้วจะได้ศึกษาว่า ภาษาไทยว่าอย่างนี้ ภาษาอังกฤษจะว่าอะไร ถ้าภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้จะแปลเป็นไทยว่าอะไร นายกสมาคมแปลนี้จะต้องเห็นว่าท่านทรงพระปรีชาสามารถให้เรียนรู้จากวรรณกรรมเรื่องการแปลด้วย เป็นผู้ที่มีพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและการแปลเป็นอย่างยิ่ง”

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

พอเพียง ความเพียร ปัญญา

รศ.ดร.ตรีศิลป์ ยังกล่าวว่า ในเรื่องพระมหาชนกนั้น ได้ให้ข้อคิดในเรื่องของความพอเพียง ความเพียร และปัญญาไว้ด้วย

“พระมหาชนกในตอนกลางเรื่องเป็นต้นไปพระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ และทรงสอดแทรกพระราโชบายด้านการพัฒนาเอาต้นมะม่วง 2 ต้นเป็นต้นแบบ ว่าการพัฒนาที่ทำไปจนสูงที่สุดแล้ว เป็นการพัฒนาที่ต่างประเทศจะมากอบโกยผลประโยชน์ในที่สุดสังคมนั้นก็อยู่ไม่ได้ แต่สังคมที่พัฒนาแต่พอเพียงยั่งยืนอยู่ได้มีใบเขียวตลอดปีแล้วก็มีลูกผลพอบริโภคกลับยั่งยืนและมีชีวิตที่ยาวนาน มีความสงบสันติสุขมากกว่า

อีกประเด็นหนึ่งที่ทรงเน้นย้ำเสมอ ซึ่งพวกเราควรจะได้น้อมนำเอาไปดำเนินชีวิตก็คือเรื่องของความเพียร ความเพียรของมหาชนกในฉากต้องว่ายอยู่ในน้ำทะเลในมหาสมุทร 7 วัน 7 คืน แต่มีบางครั้งบางคราวที่มหาชนกเกือบจะหมดแรง แต่คล้ายๆ กับว่าเท้านั้นไปหยั่งที่พื้นมหาสมุทร พอแตะพื้นได้ก็มีแรงว่ายน้ำต่อไป ในที่สุดก็เปิดเผยว่าที่แตะพื้นมหาสมุทรนั้นแท้จริงเป็นกระดองของปู ซึ่งทำให้ในที่สุดหลังจากเรื่องของการพัฒนาแบบพอเพียง วิถีชีวิตแบบพอเพียง เรื่องของความเพียร ก็มาถึงเรื่องของการศึกษา

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วก็ได้ตั้งมหาวิชชาลัยปูทะเลย์ ปูทะเลย์ก็มาจากปูทะเลที่เป็นแรงบันดาลใจคนเราเมื่อย่อท้อนั้นต้องมีความเพียร พระองค์ทรงเน้นย้ำว่า มีความเพียรอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีปัญญาด้วย ท่านทรงมีพระราชนิพนธ์หลายตอนที่ทรงบอกว่า คนเรานั้นคิดน่ะคิดได้ เดี๋ยวก็คิดเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ถ้าคิดแล้วไม่เพียรนี่ไม่สำเร็จ มหาชนกเป็นตัวอย่างที่เราได้เรียนรู้ว่าเรื่องของความพอดี ความพอเพียงไม่บริโภคเกินความจำเป็นจนวินาศไปทั้งสังคม เราต้องมีความเพียร และที่สำคัญประชาชนต้องไร้อวิชชา คือต้องมีการศึกษา”

ต่อด้วยพระราชนิพนธ์เรื่อง “ทองแดง” ที่สะท้อนถึงความรักไม่แบ่งแยกชนชั้น เผ่าพันธุ์ใดๆ “พระองค์พยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด ก่อนหน้าที่เราจะเกิดการรณรงค์ใน Change.org (เชนจ์ดอทโออาร์จี) อะไรต่างๆ แก้กฎหมงกฎหมาย ท่านนำมาก่อน ด้วยการทรงรับเลี้ยงคุณทองแดง

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

คุณทองแดงมาจากสุนัขข้างถนน แล้วชี้ให้เห็นว่า ความรักนั้นมันไร้ชนชั้น สุนัขข้างถนนกลายเป็นสุนัขแสนรู้ ไม่ต้องไปเลี้ยงสุนัขราคาแพง ท่านก็บอกว่าสุนัขนั้นเรียกว่า สุนัขเทศ เทศในวงเล็บนั้น คือ เทศบาล และพวกเราเนี่ยซาบซึ้งนะ เวลาเห็นภาพของคุณทองแดง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะแสนรู้ขนาดนั้น อันนี้ก็เป็นพระราชนิพนธ์ที่อ่านได้ทุกเพศทุกวัยและก็เป็นการนำเสนอว่า ความรักนั้นต้องแผ่ไพศาล ไม่เพียงแต่รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่สัตว์ต่างๆ ก็ต้องมีความเอื้ออาทรด้วย”

อีกพระราชนิพนธ์หนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักคือ “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ ปี 2489” เป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรก

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

“ดิฉันคิดว่าบันทึกของพระองค์ท่านสะท้อนถึงความเป็นพระราชาซึ่งมีประชาชนในหัวใจ ตอนหนึ่งท่านทรงบันทึกไว้ว่า ...ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า อย่าทิ้งประชาชน อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลซะแล้ว...

เมื่อท่านเสด็จขึ้นไปประทับบนเครื่องบิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครุ่นคำนึง แล้วทรงบันทึกไว้ว่า ...แปลกดีเหมือนกันที่ใจหวนคิดไปว่า เพียงชั่วโมงเดียวที่ผ่านมาเมื่อตะกี้นี่เอง เรายังห้อมล้อมไปด้วยประชาชนชาวไทย แต่เดี๋ยวนี้เล่า เรากำลังเหาะอยู่บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล แม้จะมีเสียงเครื่องยนต์ก็ดูเหมือนเสียงเงียบและนิ่งอยู่กับที่ เพราะเสียงทุกๆ เสียงจากสิ่งที่มีชีวิตได้จางหายไปหมดแล้ว และกำลังชินกับเสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์นั้น หวนกลับไปนึกดูเมื่อ 9 เดือนที่แล้วมาเรากำลังบินไปในทิศทางตรงกันข้ามเพื่อจะเยี่ยมเยียนประเทศหนึ่ง เยี่ยมอาณาประชาชนที่เราต้องพลัดพรากจากมาถึง 7 ปี เต็มๆ โดยที่เราเกือบไม่รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชนของเราแม้แต่น้อย เดี๋ยวนี้เรากำลังบินจากประเทศนั้นจากประชาชนพลเมืองเหล่านั้นไปแล้ว การจากครั้งนี้มิได้เพียงแต่จากมาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าได้จากเรื่องที่ล่วงแล้วมาด้วย...

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

พระราชบันทึกตอนนี้ ทำให้เราได้ตระหนักว่าในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านนั้นมีพวกเราคือประชาชนอยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านตลอดเวลา พวกเราโชคดีที่ได้เกิดมาในแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระปรีชาสามารถ”

ความรักชาติ เสียสละ สามัคคี ในพระราชนิพนธ์

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงมีพระราชนิพนธ์แปล 2 เรื่อง คือ “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” และ “ติโต” -- ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล นักเขียนและนักการทูตชำนาญการพิเศษ กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ถอดความจากงานพระราชนิพนธ์แปลของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ด้านการต่างประเทศได้เป็นอย่างดี และสะท้อนสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการหยิบยื่นให้กับปวงประชาชนคืออะไร

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล

 

“ผมเชื่อว่าพระองค์อ่านหนังสือมากจริงๆ แต่ทำไมต้องเป็นติโต ทำไมถึงต้องเป็นนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ คือ อ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความสำคัญของความสามัคคี อ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความสำคัญของความเสียสละ ของการเห็นส่วนรวมอยู่เหนือส่วนตน การเสียสละ นายอินทร์หรืออินเทอร์เพด (Intrepid) เป็นสายลับ และทุกคนที่อยู่ในโครงข่ายของเขาทำงานอย่างลับๆ บางคนเสี่ยงชีวิต บางคนต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่าบุคคลเหล่านี้คือวีรบุรุษที่แท้จริง ที่สามารถต้านภัยของฮิตเลอร์ภัยของนาซีได้ บางคนตายไปอย่างนิรนาม นี่คือเหตุผลที่อินเทอร์เพดเจ้าของโควตอันนี้ หรือวิลเลียม สเตเฟนสัน ยินยอมให้นายสตีฟ สเตวินสัน นำมาเปิดเผย และพระองค์ได้ทรงแปลให้พวกเราได้อ่านกัน

ผมคิดว่าหัวใจของหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องของการเสียสละเพื่อส่วนรวม การยึดมั่นในความพยายามที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อความยุติธรรม โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงลาภยศหรือรางวัลใดๆ

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

ด้าน ติโต หลายคนมองว่า เป็นคอมมิวนิสต์นั้นก็ใช่ครับ แต่ในหลักก็คือติโตเป็นวีรบุรุษของยูโกสลาเวีย และที่สำคัญติโตเป็นผู้ยึดเหนี่ยวจิตใจของประเทศ ที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนา ติโตบอกว่า เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่ของชนเผ่าใดชนชาติหนึ่ง ต้องเป็นทั้งชาวเซิร์บ ชาวโครแอต ทั้งมุสลิม ทั้งคริสต์ นั่นคือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ผมคิดว่าสาเหตุที่พระองค์เลือกทั้งสองเล่มนี้มา ก็เพื่อที่จะให้เราได้ศึกษาได้เรียนรู้ว่า ความสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันในสังคม คือการเสียสละ คือความสามัคคี และแนวทางของพระองค์ ผมคิดว่าท่านทรงมีจิตวิญญาณของครู ท่านไม่ได้สอนให้เราอ่านว่า ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย ค.คน ท่านสอนให้เราอ่านและให้เราคิดตามสิ่งที่พระองค์ได้มีพระมหากรุณาธิคุณได้นำเสนอ

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

ทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงประพันธ์ได้ทรงมอบให้พวกเรานี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น เป็นแค่จุดที่เราสามารถที่จะต่อยอดไปได้ เป็นแค่จุดชี้นำให้เราสามารถที่จะศึกษา ให้เราสามารถที่จะก้าวต่อไปในเส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยความรู้นี้ได้”

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคตแล้ว หากแต่หนังสือที่พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์และแปลไว้ยังคงมีอยู่ให้ประชาชนไทยได้หยิบมาอ่าน เพื่อที่จะได้ค้นพบแนวทางที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้

นัยอักษรของพ่อ มีปรัชญาชีวิต

 

ข่าวล่าสุด

อธิบดี ปภ. สั่งเข้ม “เข้าเร็ว เข้าไว” เร่งลด Hotspot ไฟป่าภาคเหนือ