
คนกรุงเตรียมพร้อม!กทม.จ่อเก็บค่าบำบัดน้ำเสียปี60
กทม.เตรียมประกาศใช้พรบ.เก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียปีหน้า ใครเบี้ยวจ่ายมีความผิดอาญา
กทม.เตรียมประกาศใช้พรบ.เก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียปีหน้า ใครเบี้ยวจ่ายมีความผิดอาญา
นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้ร่างข้อบัญญัติการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียเสร็จแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างให้คณะผู้บริหารพิจารณาว่าจะดำเนินการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองนำเสนอร่างฯ เข้าสู่การพิจารณาของสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการเปิดประชุมสภาฯในเดือนม.ค. 60 ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้ต่อไป
ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ตามประเภทของอาคาร แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ปริมาณน้ำเสีย เกิน 10 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน แต่ไม่เกิน 100 ลบ.ม.ต่อเดือน อัตราอยู่ที่ 30 บาทต่อเดือนต่อหลังคาเรือน 2. หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน มูลนิธิ ศาสนพยาบาล โรงพยาบาล โรงเรียน และธุรกิจขนาดเล็ก ปริมาณน้ำเสีย ไม่เกิน 500 ลบ.ม.ต่อเดือน อัตราอยู่ที่ 500 บาทต่อเดือนต่อหลังคาเรือน ส่วนปริมาณน้ำเสียเกิน 500 ลบ.ม. ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 1,000 ลบ.ม.ต่อเดือน อัตราอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือนต่อหลังคาเรือน ขณะที่ปริมาณน้ำเสีย เกิน 1,000 ลบ.ม.ต่อเดือน อัตราอยู่ที่ 1,500 บาทต่อเดือนต่อหลังคาเรือน และ 3. โรงแรม โรงงาน และธุรกิจขนาดใหญ่ จะคิดตามปริมาณการใช้น้ำจริง ในอัตรา 4 บาทต่อลบ.ม.
นายจักกพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบและสถานที่รับชำระค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียของกทม.ยังอยู่ระหว่างพิจารณา โดยอาจจะให้เจ้าหน้าที่เก็บค่าบริการขยะเป็นผู้จัดเก็บค่าธรรมเนียม หรือให้มาชำระที่สถานที่กทม.กำหนด หรือจะให้การประปานครหลวง (กปน.) ดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียม พร้อมกับการจัดเก็บค่าใช้น้ำต่อเดือน ขณะที่มาตรการบทลงโทษกรณีเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดน้ำเสีย ไม่ชำระค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย จากข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2547 เจ้าหน้าที่ต้องทำหนังสือแจ้งเตือนให้มาชำระ ภายใน 30 วัน แต่ในร่างข้อบัญญัติดังกล่าวได้เสนอให้เพิ่มบทลงโทษทางอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารราความเหมาะสม ควบคู่ไปกับมาตรการทางปกครองให้ชัดเจนในข้อบัญญัติ เพื่อให้การจัดเก็บเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หลังจากกทม.เก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียได้จะมีเงินไปใช้จ่ายในการเดินระบบบำบัดน้ำเสียได้มากขึ้น ทำให้มีน้ำเสียออกมาสู่ที่สาธารระน้อยลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย







