
ลงทุนช่วยชาติ
ภายใต้สภาวะการค้าโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ
ภายใต้สภาวะการค้าโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ ประเทศมหาอำนาจของโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ เป็นลูกโซ่ ประเทศไทยเองก็ต้องเตรียมรับมือเช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยนับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จากสหรัฐมาแล้วระลอกหนึ่ง ขณะที่เศรษฐกิจจีน มหาอำนาจใหม่ ก็ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นบริบทใหม่ของเศรษฐกิจโลก ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจไม่มากเหมือนในอดีต ประเทศต่างๆ หันกลับไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง ปรับยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ ทำให้ไทยซึ่งติดหล่มการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พยายามหายุทธศาสตร์และจัดแพ็กเกจการลงทุนใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกว่า 40 โครงการ มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท แพ็กเกจสิทธิประโยชน์ด้านภาษีใหม่จากบีโอไอ การผลักดันคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง และการผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี มูลค่าลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเกษตรกร เงินกองทุนหมู่บ้าน การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยงบประมาณหลายแสนล้านบาท แต่ยังไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนให้ฟื้นขึ้นมาได้ เนื่องจากหลายครอบครัวติดหล่มหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 80% โดยเฉพาะจากมาตรการรถยนต์คันแรก 1 ล้านคัน ทำให้อย่างน้อย 1 ล้านครัวเรือน ต้องมีภาระผ่อนรถมาตั้งแต่ปี 2554-2555 และจะทยอยครบกำหนดระยะเวลาภายในปีนี้และปี 2560 เป็นต้นไป ทำให้เอกชนหลายมีความหวังว่ากำลังซื้อของคนไทยจะฟื้นตัวในปีหน้า
รัฐบาล โดย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมายอมรับว่า แม้จะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแทบทุกทางแล้ว รวมทั้งในปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลได้เตรียมงบลงทุนอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ได้เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจลงทุน แต่เชื่อว่าจะทำให้จีดีพีของไทยเติบโตได้ไม่เกิน 3% ในปี 2560 พร้อมกระตุ้นให้เอกชนลงทุนอีกทางหนึ่ง ถ้าไม่อยากตกขบวน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้า ด้านเอกชนยังคงเงียบ ยิ่งเจอสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ยิ่งตั้งถ้าคอยและรอดู
ในเมื่อรัฐบาลทั้งคู่ ทั้งปลอบขนาดนี้ ภาคเอกชนควรหันมาพิจารณาการลงทุนภายในประเทศ แม้หลายโครงการจะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต แต่ถือเป็นการใช้โอกาสในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน หันกลับมาดูแล และปรับปรุงภายในประเทศให้เข้มแข็ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอยู่แล้ว ในโครงการประชารัฐ ที่มีคณะทำงานถึง 12 ชุด
ทั้งรัฐและเอกชนควรใช้กลไกนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในยามเฉพาะหน้าที่เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยิ่งต้องผนึกกำลังกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ทั้งในระดับฐานราก ชนชั้นกลาง รวมทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ภายใต้โครงการประชารัฐให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ถึงเวลานี้ คงต้องช่วยกันคนละไม้ คนละมือ เพื่อลงทุนช่วยชาติ เมื่อเศรษฐกิจภายในแข็งแกร่ง ก็พร้อมที่จะรับมือกับเศรษฐกิจที่ผันผวนภายนอกได้ ยิ่งในยามที่การค้าของโลกเป็นไปอย่างเข้มข้น เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส หากผนึกกำลังกัน หาช่องทางใหม่ๆ โอกาสก็อยู่แค่เอื้อม







