
สนช.ไฟเขียวกม.อุ้มเกษตรกร
สนช.รับหลักการร่าง พ.ร.บ. เกษตรพันธสัญญา เพิ่มอำนาจต่อกรบริษัทยักษ์ใหญ่ ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายใน 60 วัน
สนช.รับหลักการร่าง พ.ร.บ. เกษตรพันธสัญญา เพิ่มอำนาจต่อกรบริษัทยักษ์ใหญ่ ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายใน 60 วัน
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับหลักการและเหตุผลร่าง พ.ร.บ.นี้ ว่าปัจจุบันมีการนำ ระบบเกษตรพันธสัญญามาใช้ในกระบวนการผลิตผลิตผล หรือการบริการทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย ซึ่งหากมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากล จะช่วยสร้างความร่วมและพัฒนาในการผลิตผลิตผล หรือการบริการทางการเกษตรอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาในระบบการเกษตรดังกล่าว มีลักษณะผสมผสานระหว่างสัญญาจ้างทำของสัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาซื้อขาย ซึ่งมีความซับซ้อนยุ่งยากในการวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าและต้นทุนส่งผลให้คู่สัญญาเป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้ประกอบการธุรกิจการ เกษตรกรมีความเสี่ยงในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา สมควรที่รัฐจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาในระบบการเกษตรดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกการส่งเสริมและพัฒนาด้วย
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.บัญญัติฉบับนี้คือกำหนดบทนิยามคำว่า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” ให้หมายถึงเฉพาะระบบการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป หรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฎหมายรองรับ โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตด้วยเท่านั้น รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาขึ้น
ทั้งนี้ มี รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นไปตามแผน กำหนดรูปแบบของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา และให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้เกษตรกรทราบเป็นการล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา โดยต้องส่งให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บไว้เพื่อใช้เป็นเอกสารในการตรวจสอบ เอกสารสำหรับการชี้ชวนดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาและจะต้องมีข้อมูลตามที่กำหนด โดยตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายภายในกรอบเวลา 60 วัน
ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรให้เท่าเทียมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยจะมีคณะกรรมการของทางรัฐบาลที่จะดูแลในเรื่องเกี่ยวกับการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
“แต่สิ่งที่ผมกังวลก็เหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ คือเรื่องการรวมกลุ่มเกษตรกร ที่จะฟ้องร้องต่อบริษัทที่ประกอบกิจการดังกล่าวว่าควรที่จะให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแบบกลุ่มมีผลบังคับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อกรณี และฝากให้ทาง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทุก แง่มุมเพื่อที่จะก่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย” นพ.เจตน์ กล่าว







