ทรัมป์ นั่งแท่นผู้นำสหรัฐ ลดแรงกดดัน การเมืองไทย
ในที่สุดสหรัฐก็มีประธานาธิบดี คนที่ 45 ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ที่มาแรงในโค้งสุดท้าย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในที่สุดสหรัฐก็มีประธานาธิบดี คนที่ 45 ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ที่มาแรงในโค้งสุดท้ายเฉือนเอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ด้วยคะแนนเสียง 276 ต่อ 218
แม้จะเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก แต่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่าผลการเลือกตั้งรอบนี้อาจเป็นผลดีกับการเมืองไทยไม่มากก็น้อย
จะเห็นได้ว่า สุนทรพจน์ครั้งแรก ทรัมป์ ลดดีกรีความโผงผาง และลีลายียวนไปพอสมควร เริ่มจากออกตัวว่าสำหรับใครก็ตามที่ไม่ได้เลือกเขา เขาเองยินดีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศ
อีกทั้งที่ผ่านมา การรณรงค์ของเขาไม่ไช่เป็นแค่แคมเปญอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจที่จะรับใช้อเมริกา และสร้างอเมริกาที่ดีขึ้น ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง "Make America Great Again" เพราะประเทศนี้มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นประเทศยิ่งใหญ่
"อเมริกาจะเป็นเพื่อนกับประเทศที่ต้องการเป็นเพื่อนด้วย และเป็นประเทศที่กลับมาเป็นที่หนึ่งในทุกด้านอีกครั้ง ความฝันแบบอเมริกันจะกลับมา อเมริกาจะเป็นประเทศพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรูใคร และไม่มีการปิดโอกาสใดๆ สำหรับทุกคน" ทรัมป์ ระบุ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า ในระยะสั้นคงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนักหลัง ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี คงต้องรอดูจนกว่าจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีและการประกาศนโยบายที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม โดยหลักการคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากในการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียซึ่งพยายามปิดล้อมคุมไม่ให้จีนเติบใหญ่ จนทำให้อิทธิพลอเมริกาเสื่อมคลาย ซึ่งก็คือการสร้างพันธมิตรที่วิธีของทั้งสองพรรคใหญ่แทบไม่ต่างกัน
ระยะสั้นอาจมีปฏิกิริยาด้านลบของตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่หลายประเทศอาจมีคณะทำงานเชื่อมกับรัฐบาลชุดใหม่ เพราะทำงานรัฐบาลชุดเดิม 7-8 ปี อาจยังไม่ได้ตั้งหลัก ที่จะเชื่อมโยงพรรคใหม่ รัฐบาลใหม่ ส่วนในระยะกลางมีเรื่องที่เขาประกาศเดินไปแล้ว 2-3 เรื่อง ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง คือ
1.ความมั่นคงทางการทหาร ซึ่งเขาประกาศลดขนาดของกองทัพในเอเชียลง หากทำจริงก็หมายความว่าจะมีการผลักดันพันธมิตรให้มีบทบาทรับผิดชอบมากขึ้น ในการจัดการความสงบหรือเสถียรภาพในเอเชีย เขาคงไม่ปล่อยให้จีนเข้ามาครอบงำ แต่ต้องผลักดันให้ เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ทำงานด้านนี้มากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่เอากำลังเข้าไปในทะเลจีนใต้มากขึ้นอย่างที่โอบามาจะทำ
2.เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญหน้ากับจีนในทางการค้ามากขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงภาษี ให้บริษัทของสหรัฐและ ประเทศอื่นๆ กลับไปลงทุนในอเมริกา สร้างงานใหม่ให้คนลงคะแนนให้เขา หากเดินไปตามนโยบายนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อไปถึงประเทศไทย ที่จะต้องรอดูว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนในระบบการค้าเสรี
3.ประเด็นด้านสังคม ซึ่งสหรัฐคงลดบทบาทการใช้เรื่องสิทธิมนุษยชนกับการค้าการลงทุน รวมถึงนโยบายต่างประเทศน้อยลง แต่อาจเข้มงวดกับผู้อพยพ ผู้นับถือศาสนาต่างกัน ที่จะมีการคัดกรองมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบกับหลายประเทศ แต่ไม่กระทบกับไทยมาก ในทางกลับกันเราได้ สว.ลูกครึ่งไทยอเมริกันคนแรก คือ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ จากรัฐอิลลินอยส์ ที่เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเชื่อมกับรัฐสภาไทยกับสหรัฐได้ แต่คงต้องรอดู เพราะอยู่กันคนละพรรค
"สรุปการเปลี่ยนแปลงคงมีหลายอย่าง บางอย่างก็ดี บางอย่างก็ไม่เป็นบวก บางอย่างต้องใช้เวลา ที่ผ่านมา 7-8 ปี สัมพันธ์ไทยลุ่มๆ ดอนๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาของเขา บางส่วนเป็นปัญหาของเรา ตลอดจนสถานการณ์ในภูมิภาค ซึ่งสถานการณ์ในภูมิภาคสหรัฐต้องการพึ่งไทย เพราะไทยเป็นพื้นที่เหมาะสม ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ"
ขณะที่ รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จากนโยบายช่วงหาเสียงของทรัมป์ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร แต่เบื้องต้นเห็นว่าการที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอาจทำให้ความสัมพันธ์กับไทยดีขึ้นในแง่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าการลงทุนเป็นสำคัญ ไม่ได้มองเรื่องการเมืองหรือสถานการณ์ในประเทศไทย
ทั้งนี้ ทรัมป์มองแบบนักธุรกิจ ซึ่งอาจไม่ได้มองว่าการปฏิวัติหรือการบริหารงานของรัฐบาลทหารเป็นเรื่องใหญ่ หากยังได้ประโยชน์จาการค้าขายก็ทำ ซึ่งอาจต่างจากฮิลลารีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประชาธิปไตยมากกว่า ขณะที่ทรัมป์หากยังทำกำไร ประเทศได้ประโยชน์ ก็ไม่สนใจเข้าไปแทรกแซงกิจการในประเทศอื่น ตรงนี้อาจช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อไทยได้มากขึ้นกว่าเดิม
แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอติดตามดูความชัดเจนอีกครั้งหลังจากนี้ ตั้งแต่เรื่องการกำหนดนโยบาย ตลอดจนการปฏิบัติงาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร


