
พยุงราคาข้าวช่วยชาวนา อย่าผิดฝาผิดตัว
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยชาวนา หลังราคาข้าวตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี สะท้อนจากราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่ซื้อขายล่วงหน้า ณ เดือน ธ.ค. 2559 อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน เมื่อทอนเป็นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิจะอยู่ที่ 8,000 กว่าบาท/ตัน
ทั้งนี้ เนื่องจากผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเทศ โดยประเทศไทยคาดว่าจะมีผลผลิตข้าวออกมา 24-25 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การแข่งขันด้านคุณภาพข้าวสูงขึ้น ฉุดราคาข้าวปีนี้ยิ่งตกต่ำลงไปอีก
มาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือเกษตรกรมีหลายโครงการ ล่าสุดใช้วงเงินมากกว่า 8.45 หมื่นล้านบาท เริ่มจากโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/2560 จำนวน 3.7 ล้านราย ให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ ใช้เงินราว 3.78 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ มีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิต 2559/2560 วงเงิน 2.74 หมื่นล้านบาท ซึ่งชาวนาที่เข้าโครงการจะได้รับเงินสินเชื่อเพื่อชะลอการขายจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ตันละ 9,500 บาท (ต้นข้าว 36 กรัมขึ้นไป)
รวมทั้งยังมีเงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉางตันละ 1,500 บาท โดยได้รับเงินทันทีตันละ 1,000 บาท เมื่อมีการไถ่ถอนจะได้อีกตันละ 500 บาท และเงินสนับสนุนช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทั้งที่มีและไม่มียุ้งฉางในอัตรา 2,000 บาท/ตัน (ไร่ละ 800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่/ราย) ใช้วงเงินงบประมาณรวม 1.93 หมื่นล้านบาท
เม็ดเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิ 23 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือราว 2 ล้านราย ซึ่ง ธ.ก.ส.ตั้งเป้ามีข้าวเข้าโครงการ 2 ล้านตันข้าวเปลือก
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับมาตรการปี 2558/2559 ธ.ก.ส.ออกโครงการสินเชื่อชะลอการขาย ให้สินเชื่อแก่ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.35 หมื่นบาท ถ้าคุณภาพต่ำกว่านี้ก็จะได้สินเชื่อลดหลั่นกันไป และจะได้ค่าฝากรักษาอีกตันละ 1,000 บาท
เนื่องจากราคาข้าวปีนี้ลดลงไปมาก การตั้งราคารับซื้อหรือให้สินเชื่อชะลอการขายต้องกำหนดราคาไม่เกิน 90% ของราคาตลาด เพื่อไม่ให้ขัดต่อข้อตกลงเรื่องการแทรกแซงราคาขององค์การการค้าโลก หรือดับเบิ้ลยูทีโอ วงเงินสินเชื่อจึงอยู่ที่ 9,500 บาท/ตัน ทำให้ภาครัฐต้องเพิ่มเงินค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกเป็นตันละ 1,500 บาท และเพิ่มค่าปรับปรุงคุณภาพข้าวอีกตันละ 2,000 บาท เพื่อให้เกษตรกรได้เงินสินเชื่อรวมกับเงินช่วยเหลือ 1.35 หมื่นบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี โครงการให้สินเชื่อชะลอการขายถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่ภาครัฐ โดย ธ.ก.ส.จะต้องออกมารับซื้อผ่านการให้สินเชื่อชะลอการขาย เพื่อพยุงราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งถ้าดูจากสถิติการปล่อยสินเชื่อปีก่อนที่ 6,909 ล้านบาท คิดเป็นข้าวเพียง 5.4 แสนตัน มีชาวนามาไถ่ถอนข้าวคืน 3.4 แสนตัน คงเหลือข้าวอีก 2 แสนตัน ได้ระบายผ่านการขายโรงสี ทำข้าวสาร A-RICE คงเหลือข้าวรอระบายอีก 3 หมื่นตัน ซึ่งคาดว่ายอดรับจำนำปีนี้ไม่ถึง 2 ล้านตัน อย่างแน่นอน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องการจ่ายเงินเกษตรกรไร่ละพัน ไม่เกิน 10 ไร่/ราย หรือรายละไม่เกิน 1 หมื่นบาทกับการจ่ายเงินสนับสนุนช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาท/ตัน (ไร่ละ 800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่) ที่มีวงเงินรวมกันราว 5 หมื่นล้านบาท จะมีกระบวนการจ่ายเงินที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา ถึงมือชาวนาตัวจริงหรือไม่
ที่ผ่านมาการจ่ายเงินชาวนาไร่ละพันบาทมีความล่าช้า เพราะต้องมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่ จากเดิมกำหนดให้ชาวนาที่ได้รับความช่วยเหลือต้องไม่ซ้ำซ้อนกับมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังฤดูต่อไป และจะต้องเป็นชาวนาที่ทำนาในพื้นที่ที่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-Map
แต่ข้อมูลจากทางกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีความพร้อมทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนคนที่ไม่แจ้งว่าจะไม่ทำนาปรัง รวมถึงเรื่องแผนที่ Agri-Map ก็ยังไม่กำหนดเป็นรายพื้นที่ว่า อำเภอ ตำบลไหน ที่จะเลิกปลูกข้าว และจะปลูกพืชอะไรทดแทน ทำให้ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินให้เกษตรกรมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะจ่ายเงินให้เกษตรกร
สุดท้ายรัฐบาลทนเสียงบ่นของชาวนาไม่ไหว ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับเกณฑ์การจ่ายเงินให้เหลือเพียงเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทำนากับกระทรวง เกษตรฯ และผ่านการทำประชาคม เพื่อเป็นการรับรองว่าทำนาจริงเท่านั้น
ล่าสุด มีการร้องเรียนเรื่องการจ่ายเงินไร่ละพันผิดฝาผิดตัวมาแล้ว เพราะเจ้าของนาที่เอานามาให้เช่าเป็นผู้ไปใช้สิทธิรับเงินแทนชาวนาตัวจริงทำให้ตกลงกันไม่ได้
ขณะที่มีกรณีตัวอย่างในปี 2558 จากผลการสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เรื่องการแจกเงินเกษตรกรไร่ละพัน แต่ไม่เกิน 15 ไร่ หรือคนละ 1.5 หมื่นบาท พบว่า มีการนำข้อมูลโครงการประกันรายได้ปี 2554 มาใช้ ทำให้รายชื่อไม่เป็นปัจจุบัน และมีบางกรณีที่เกษตรกรแจ้งพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าที่เพาะปลูกจริง หรือบางรายมีอาชีพรับจ้างทำนา ไม่ได้ลงทุนทำนาเอง แต่แจ้งว่ามีพื้นที่เพาะปลูก และมีบางรายที่มีที่ดินทำกินมากกว่า 15 ไร่ ก็เอารายชื่อบุตรหรือญาติพี่น้องมาแบ่งที่นากันเพื่อขอรับเงินจากรัฐบาล 3-4.5 หมื่นบาท
จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อม เช่น การทำระบบฐานข้อมูลชาวนา มีระบบการตรวจสอบคุณภาพข้าวทั้งก่อนและหลังการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้การใช้เงินในโครงการนี้ ทั้งเงินงบประมาณจากภาษีประชาชนและเงินให้สินเชื่อจาก ธ.ก.ส.มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน
ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้ควรส่งสัญญาณลดการให้เงินอุดหนุนชาวนา เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ด้วย







