
ศิลปะแห่งการสูญเสีย
เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับการสูญเสียยิ่งใหญ่ ในห้วงเวลาที่หัวใจหนักอึ้งหม่นหมอง และมีคำถามกับตัวเอง
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับการสูญเสียยิ่งใหญ่ ในห้วงเวลาที่หัวใจหนักอึ้งหม่นหมอง และมีคำถามกับตัวเอง เราได้กลับไปดูหนังเรื่อง Still Alice อีกครั้ง และได้คำตอบ
จากนวนิยายขายดีกลายเป็นหนังที่ทำให้คนดูหัวใจสลายและยังสร้างแรงบันดาลใจได้อีกทางหนึ่ง Still Alice เสนอเรื่องราวของ อลิซ (จูลีแอนน์ มัวร์ ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงไปครองด้วยบทบาทนี้) ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในการงาน ทั้งยังมีครอบครัวน่ารัก แต่จู่ๆ วันหนึ่งก็ล้มป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ชนิดพบได้ยาก เธอและครอบครัวต้องเผชิญความยากลำบาก ขณะอลิซค่อยๆ สูญเสียความทรงจำและความเป็นตัวเอง
ระหว่างนั้น อลิซรับเชิญไปพูดให้กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์และญาติๆฟัง เธอได้เอ่ยอ้างถึงวรรคทองของอลิซาเบธ บิชอป กวีหญิงผู้โด่งดังชาวอเมริกัน จากบทกวีชื่อ One Art มีวรรคหนึ่งบอกไว้ว่า... “The art of losing isn’t hard to master” - “ศิลปะของการสูญเสียทำให้ชำนาญได้ไม่ยาก”
บทกวีนี้พรรณนาถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน นับตั้งแต่ของเล็กน้อยไล่เรียงไปถึงการสูญเสียอันยิ่งใหญ่เช่นการสูญเสียคนรัก กวีบอกว่า สิ่งต่างๆ ในชีวิตนั้นล้วน “มุ่งมั่นที่จะสูญหายไป” “การสูญเสียเหล่านั้นหาใช่หายนะ” และ “ศิลปะของการสูญเสียทำให้ชำนาญได้ไม่ยาก” แต่ลึกลงไปผู้อ่านจะสัมผัสได้ว่า กวีหาได้รู้สึกอย่างนั้นไม่
จริงอยู่ที่เราต่างพบเจอกับการสูญเสียเป็นประจำ ตามหลักแล้วสิ่งใดที่เกิดขึ้นทุกวัน เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกนี้ควรที่จะทำให้รู้สึกคุ้นชิน เพราะการเกิดซ้ำนั้นไม่ต่างกับเป็นการฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชำนาญ เมื่อสูญเสียอยู่ทุกวัน เราจึงน่าจะเข้าใจศิลปะแห่งการสูญเสียอย่างถ่องแท้ ความจริงคือ เราอาจทำใจให้คุ้นชินกับการสูญเสียเล็กๆ น้อยๆ อย่าง กุญแจบ้าน แว่นตา ฯลฯ แต่กับการสูญเสียขนาดใหญ่อย่างเช่นคนที่เรารัก ย่อมทำให้รู้สึกเศร้า ทำอย่างไรก็ไม่ลืม นานแค่ไหนก็ยังข้ามไม่พ้น
อลิซ ซึ่งกำลังสูญเสียทั้งชีวิตเพราะโรคอัลไซเมอร์บอกว่า เธอไม่ได้เจ็บปวด ยังมีความสุขอยู่ เพียงแต่กำลังดิ้นรนเพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ เพื่อเชื่อมต่อกับคนที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็น สิ่งซึ่งเธอทำได้โดยไม่ทำร้ายตัวเองมากเกินไป เพื่อที่จะเรียนรู้ศิลปะของการสูญเสีย คือ “Live for a moment” - “ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”
สิ่งที่อลิซเรียนรู้เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ ทว่าทำได้ยาก เพราะการสูญเสียมักจะยังผลทั้งกับความรู้สึกนึกคิด จิตใจ สมอง เรื่อยเลยไปถึงร่างกาย การสูญเสียทำให้เราเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้สับสนวุ่นวายครุ่นคิดถึงอดีตและอนาคต จนไม่อาจจะอยู่กับปัจจุบันได้ แต่ด้วยความหวังริบหรี่จากการตระหนักรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา หลังจากปล่อยให้ตัวเองจ่อมจมอยู่กับภาวะมืดมนจากการสูญเสียจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เราจะต้องลุกขึ้นมา “ฝึกฝน” เพื่ออยู่กับปัจจุบันให้ได้
เช่นเดียวกับที่ศาสนาพุทธสอนให้อยู่กับปัจจุบันและปล่อยวาง ลัทธิเซนเองก็มีคำสอนหนึ่งว่า “ยามเดินก็ให้เดิน ยามกินก็ให้กิน” หมายความถึงให้ทำทีละอย่าง ใช้เวลา ทำช้าๆ ค่อยๆ ทำ ไม่เร่งรีบจนเกินไป ใส่ใจเพ่งพิศกับสิ่งที่ทำ วินาทีนี้ นาทีนี้ ชั่วโมงนี้ วันนี้ สัปดาห์นี้ เดือนนี้ ปีนี้ เราควรต้องทำอะไรก็ค่อยๆ ทำไป
เริ่มต้นที่ก้าวเล็กๆ ง่ายๆ แล้วฝึกฝนทำซ้ำๆ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งศิลปะของการสูญเสียและศิลปะของการอยู่กับปัจจุบันได้จริงๆ
นี่อาจจะเป็นคำตอบซึ่งตามหา ในยามต้องเผชิญกับการสูญเสียยิ่งใหญ่ ในห้วงเวลาที่หัวใจหนักอึ้งหม่นหมองเช่นนี้







