
‘ซอฟต์แวร์ท่องเที่ยว’ ปั้นไทยฮับไอทีเอเชีย
ความฝันของผู้ชายวัย 55 ปี ที่ชื่อ “สมบูรณ์ ศุขีวิริยะ” ต้องการปั้นให้โปรแกรม (ซอฟต์แวร์) คนไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ความฝันของผู้ชายวัย 55 ปี ที่ชื่อ “สมบูรณ์ ศุขีวิริยะ” ต้องการปั้นให้โปรแกรม (ซอฟต์แวร์) คนไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ โดยเฉพาะในธุรกิจการท่องเที่ยวไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว เขาเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) ผู้ผลิตและจำหน่ายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้ในโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ใช้ในโรงแรมกว่า 650 แห่ง 42 กลุ่มเครือโรงแรม หรือรวมกว่า 1 แสนห้อง ทั้งหมด 18 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นเกาหลีใต้เป็นลูกค้าของเขาแทบทั้งสิ้น
ธุรกิจโรงแรมจะรู้จัก “โปรแกรมโคแมนชี่” เป็นอย่างดี แต่อนาคตกำลังจะขยายขอบเขตเป็น “โปรแกรมสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยว” ที่จะมีซอฟต์แวร์รองรับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร หนทางหนึ่งคือการเข้ามาระดมทุนเพื่อเสริมสรรพกำลังให้เป็นที่น่าเชื่อถือและมีเงินทุนพร้อมชวนให้ซอฟต์แวร์ไทยที่มีความเกี่ยวเนื่องมาช่วยกันต่อยอดและส่งเสริมสมรรถภาพให้โคแมนชี่เป็นซอฟต์แวร์ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่เขาร่ำเรียนมาด้านบริหารด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรมไว้ใช้ในธุรกิจโรงแรม แต่สุดท้ายก็จับพลัดจับผลูเข้ามาในวงการนี้ได้ ไม่ใช่แค่คำว่าฟลุก แต่นั่นหมายถึงโอกาสที่เข้ามาแต่ละขั้น ประกอบกับการชอบการเรียนรู้และเตรียมตัวเองให้พร้อมกับบันไดที่เข้ามา ทำให้เขาพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ
จากเด็กคนหนึ่งที่ต้องการหางานทำกลางคืนด้วยการไปเรียนบาร์เทนเดอร์ เพื่อหวังทำงานให้ได้เงินตอนกลางคืน แล้วมีเวลาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตอนกลางวัน แต่โรงแรมแอมบาสเดอร์ที่ไปสมัครบาร์เทนเดอร์ให้ลองสอบพิมพ์ดีดและเห็นว่าทำได้ดีให้มาหน้าที่เสมียนแทน พร้อมให้งานเสริมในการป้อนข้อมูลพนักงานที่มีกว่า 2,000 คน หลังโรงแรมเพิ่มสั่งมินิคอมพิวเตอร์จากไอบีเอ็มมาใช้ จนกลายเป็นพนักงานเฝ้าเครื่องคอมพิวเตอร์กะกลางคืน และเขาก็ขวนขวายตัวเองไปเข้าเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเอง อีกทั้งโรงแรมให้ไปเรียนเขียนโปรแกรม จนได้รับการโปรโมทเป็นโปรแกรมเมอร์ในที่สุด
จากนั้นก็สะสมวิชาย้ายมาโรงแรมฮิลตัน โรงแรมแห่งแรกในภูมิภาคที่ขึ้นชื่อว่า มีการวางระบบคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เขาได้รับการโปรโมทเป็นหัวหน้าด้วยอายุเพียง 25 ปี และรับผิดชอบดูแลระดับภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้ามีในเครือเปิดโรงแรมที่ไหนก็ต้องไปติดตั้งระบบให้ จนอายุ27 ปี ก็ได้รับการติดต่อไปวางระบบให้ที่โรงแรมโอเรียนเต็ลที่ขึ้นชื่อว่าเวิลด์คลาสและเป็นที่หนึ่งในทุกด้าน
ในที่สุดเขาได้เริ่มมีธุรกิจของตัวเองหลังจากที่ผู้บริหาร Fidelio บริษัทซอฟต์แวร์ด้านโรงแรมของเยอรมนีต้องการเข้ามาทำธุรกิจที่ไทยและเปิดบริษัทย่อยและให้เขาเป็นกรรมการผู้จัดการ พร้อมเป็นเจ้าของโดยให้ถือหุ้น 15% ทำได้สักพักมีการควบรวมบริษัทแม่กับบริษัทที่สหรัฐ จนผู้บริหารที่ชวนมาก็ออกจากบริษัทและทำให้เขาตัดสินใจขายหุ้นและเริ่มมาทำธุรกิจ เพราะมองว่า เขียนโปรแกรมเป็น รู้จักระบบโรงแรมดี
จากนั้นก็มองโอกาสหรือช่องว่างที่ Fidelio ยังไม่ได้ทำ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาคิดทำซอฟต์แวร์ธุรกิจโรงแรมสัญชาติไทยขึ้นมา โดยใช้หลักไม่ต้องคิดให้ใหญ่ แต่ทำให้เกิดขึ้นและมีกำไรด้วยหลักการ “เขียนสั้นและรันเร็ว” จึงเกิดระบบคำนวณค่าโทรศัพท์ของลูกค้าที่มาพักในโรงแรม ก่อนขยับไปเขียนโปรแกรมส่วนอื่นของโรงแรมจนสามารถเขียนได้ครบวงจร อีกทั้งราคาสามารถแข่งขันได้ โดยเมื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ในประเทศแล้วก็คิดกลยุทธ์สู้กับต่างประเทศ
ปัญหาที่เจอคือ ลูกค้าต่างประเทศส่วนใหญ่จะถามว่า ทำไมต้องใช้ซอฟต์แวร์คนไทย เป็นแรงผลักดันให้ต้องสร้างการยอมรับจากระดับสากลที่ทุกคนให้ความสำคัญ จึงเริ่มไปประกวดไทยแลนด์ไอซีทีอวอร์ดให้ชนะระดับประเทศเพื่อจะได้เป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งในเวทีสากล จนได้รางวัลชนะเลิศด้านธุรกิจการท่องเที่ยวที่เวทีเอเชียแปซิฟิกอวอร์ด และก็ได้ผลทำให้ติดต่อลูกค้าและขายของได้ง่ายขึ้น
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีความคิดและแรงจูงใจ เขาขยับขึ้นมาอีกขึ้น ที่ต้องการขยับตัวเองและอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยด้านโรงแรมไปสู่ภาคที่กว้างขึ้น นั่นคือ “ซอฟต์แวร์ธุรกิจท่องเที่ยว” ที่ให้หลายประเทศใช้ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดที่ได้เปรียบคือ การท่องเที่ยวไทยเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ และทำให้ซอฟต์แวร์ท่องเที่ยวไทยได้รับการยอมรับระดับพรีเมียมด้วย จากนี้ไปขึ้นอยู่ว่าต่อไปจะทำซอฟต์แวร์ออกมารองรับกับความต้องการที่มากได้ดีมากแค่ไหน
โคแมนชี่ กำลังเป็นตัวอย่างหนึ่งให้เห็นว่าซอฟต์แวร์ไทยได้เริ่มก้าวใหม่สำคัญ และพร้อมเป็นที่รู้จักและยอมรับจากต่างชาติ และนำไปสู่การเป็นฮับด้านไอทีและด้านการท่องเที่ยวของเอเชีย และเขาอยากให้โคแมนชี่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เมืองไทยได้รุกออกมาสร้างสรรนวัตกรรมไอทีให้เกิดขึ้นและแข็งแกร่งไปด้วยกัน
แต่คำว่านวัตกรรมจะเกิดได้มีหลัก 2 ประการคือ เลือกเป็นซอฟต์แวร์ไหนซึ่งควรมาจากตัวตนและรากเหง้าของตัวเองให้ชัดเจน จากนั้นต้องใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือหลักเพราะทำให้มีความแข็งแกร่งด้านทุนที่จะสามารถเป็นศูนย์กลางเจอกับผู้คนและบริษัทที่จะมาช่วยกันมาต่อยอดธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่านวัตกรรมต้องการเงินทุนมหาศาลในการมาสร้างสรรค์งานหรือทำให้เกิดการรวมตัวกัน คงอีกไม่นานจะได้ไทยเป็นฮับด้านไอทีและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน







