
การท่องเที่ยวเชิงทำลายล้าง
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ยืนยันว่า ปี 2559 นี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 33 ล้านคน ซึ่งเป็นไปตามตัวเลขที่ได้ประมาณการไว้ ใน 33 ล้านคนนี้ ประมาณ 1 ใน 3 หรือ 10 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนามเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะคนเวียดนามมีฐานะดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
เพราะฉะนั้นในเชิงปริมาณ จึงพอเชื่อได้ว่าคงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น จนทำให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุดของโลกค่อนข้างจะแน่นอน
หลายคนคงจะดีใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก แต่มีการตั้งคำถามตามมาเหมือนกันว่า การที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศนั้น อะไรเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นและคุ้มกับประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่ในระยะยาว
มีผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวบอกผมว่า รายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้น ส่วนใหญ่ตกอยู่ในกลุ่มบริษัทนำเที่ยวจีนที่ดำเนินธุรกิจแบบจับเสือมือเปล่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทัวร์ การจัดอาหารและที่พัก และให้บริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นกลุ่มครบวงจร โดยคิดค่าบริการจากนักท่องเที่ยวและจากผู้ให้บริการ ส่วนนักท่องเที่ยวเองก็ใช้จ่ายเงินในประเทศไทยค่อนข้างน้อย เพราะส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวระดับล่างที่มีอำนาจซื้อต่ำ เช่น คนงานในโรงงานที่ได้รับสวัสดิการให้เข้ามาเปิดหูเปิดตาในเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ถึงประมาณปีละ 3.8 แสนล้านบาท เป็นรายได้สำคัญที่อุดช่องว่างพยุงเศรษฐกิจไทยในยามที่กำลังมีปัญหาการส่งออก การลดลงของนักท่องเที่ยวจากประเทศตะวันตก และการลดลงของการลงทุน และการบริโภคภาคเอกชน
แนวความคิดที่จะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยกระดับนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติลง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น คงไม่สามารถทำได้ขณะนี้ และคงต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไปพลางก่อน พร้อมทั้งวางแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศใหม่ในอนาคต 5-10 ปี รวมทั้งยุทธศาสตร์และแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ เพื่อให้กระทบสภาพแวดล้อมและสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติน้อยที่สุด แทนที่จะปล่อยให้ถูกปู้ยี่ปู้ยำ โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเน้นปริมาณที่เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย เพราะเมืองไทย “ถูกดี” อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้
ผมพูดเรื่องนี้เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่ากรมทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมได้สั่งปิดเกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใน จ.พังงา หลายแห่ง เริ่มจากเกาะตาชัย เกาะไข่นอก เกาะไข่ใน และเกาะไข่นุ้ย ตามลำดับ เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะและในทะเล
เกาะทั้ง 4 เกาะ เป็นเกาะที่มีธรรมชาติสวยงาม หาดทรายขาว มีแนวปะการังที่งดงามและหายาก มีจุดที่เหมาะสมกับการดำน้ำ ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
สิ่งที่ตามมากับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นคือ จำนวนร้านค้าและร้านอาหารริมหาดและบนเกาะ ทำให้เกิดมลภาวะจากขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการทิ้งสิ่งปฏิกูลทั้งบนบกและในทะเล
ที่สำคัญคือ มีการจอดเรือ เรือที่บรรทุกนักท่องเที่ยวไปชมความงามของเกาะ โดยทิ้งสมอลงบนแนวปะการังสีน้ำเงินวันละ 60-70 ลำ เฉพาะที่เกาะตาชัยแห่งเดียว ทำให้แนวปะการังเสียหายเพิ่มขึ้นทุกวัน จนทำให้ทางราชการต้องสั่งปิดเกาะ เพื่อฟื้นฟูแนวปะการังและสภาพแวดล้อม
ดังนั้น ก็ต้องสนับสนุนการทำหน้าที่ของหน่วยราชการที่สั่งปิดเกาะ แม้จะอดคิดไม่ได้ว่าน่าจะมีการดูแล จัดระเบียบการท่องเที่ยว จำกัดจำนวนท่องเที่ยว และวางระเบียบการจอดเรือ พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการที่กำหนดขึ้นอย่างเข้มงวดที่เรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มาตั้งแต่แรกน่าจะดีกว่าปล่อยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างมือใครยาวสาวได้สาวเอา เป็นการท่องเที่ยวแบบทำลายล้างธรรมชาติ จนต้องสั่งปิดเกาะฟื้นฟูภายหลังแบบวัวหายแล้วล้อมคอก
แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า การล้อมคอกเมื่อวัวหายยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย จนคอกก็ไม่มีเหลือ เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันธรรมชาติและสภาพแวดล้อมก่อนที่ความเสียหายจะเกิดเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในสังคมไทย เพราะกระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ของผู้คนหลายฝ่ายที่อิงธุรกิจกับนโยบายของรัฐที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อหารายได้เข้าประเทศและเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นนโยบายสำคัญและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีการวิเคราะห์ต้นทุนที่สูญเสียจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงปริมาณน้อยมากหรือไม่มีเลย คงเป็นเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวด้านเดียวเท่านั้น
พูดถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว ผมอดคิดถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้านแห่งหนึ่งของเราไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามและหลากหลายเหมือนประเทศไทยเรา เพราะทั้งประเทศเป็นเกาะเล็กๆ เขาก็พยายามสร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาเอง โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาทำให้สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีจำกัดให้สวยงามขึ้น เพื่อให้ประชาชนพักผ่อนและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศหรือไม่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นการให้ความรู้ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมนำเข้าไปชมเชิงทัศนศึกษา
ประเทศที่ว่านี้ท่านคงพอทราบว่าประเทศอะไร ผมไม่อยากโฆษณาการท่องเที่ยวให้ประเทศอื่นจึงไม่ขอระบุนาม แต่ที่พูดถึงเพราะอยากเทียบให้เห็นว่า ขณะที่เราใช้ธรรมชาติที่ฟ้าประทานให้อย่างฟุ่มเฟือย ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายโบราณสถานและโบราณวัตถุ เพื่อเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด กลับพยายามดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร โดยการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นมรดกให้ลูกหลานต่อไป
หรือเราจะถือคติว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก อนาคตจะเป็นอย่างไร ปล่อยให้เป็นภาระของลูกหลานที่จะแก้ไข เพราะตอนนั้นเราก็ไม่อยู่ดูทันเห็นแล้วครับ







