posttoday
พระองค์ผู้ซึ่งไม่เคยละทิ้งประชาชน

พระองค์ผู้ซึ่งไม่เคยละทิ้งประชาชน

17 ตุลาคม 2559

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในปี 2524

โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในปี 2524 พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกเรื่องราวไว้ในหนังสือ “ย่ำแดนมังกร” มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจ

ในงานเลี้ยงต้อนรับโดยมาดามเติ้งอิ่งเชา (ภรรยาของนายกฯ โจวเอินไหล ผู้เป็นที่รักของประชาชนชาวจีน) มาดามเติ้งอิ่งเชาได้กล่าวต้อนรับสมเด็จพระเทพฯ นอกจากกล่าวต้อนรับว่าท่านให้ความสำคัญแก่การมาเยือนจีนของสมเด็จพระเทพฯ เป็นอย่างยิ่ง มาดามเติ้งอิ่งเชายังขอให้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองจีน สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบรับไมตรีจิต แล้วทรงตอบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ว่าจะไม่เสด็จฯ ออกนอกประเทศ...

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรู้เรื่องนี้แล้วผมจึงนึกย้อนกลับไปได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตั้งแต่ผมเกิดมา ในหลวงของเราประทับอยู่ในไทยโดยไม่ได้ออกนอกประเทศมาโดยตลอด ถ้าจะระบุเวลาให้แน่ชัด ก็คือหลังจากพระองค์ทรงเยือนมิตรประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีต่อเนื่องมากมายตั้งแต่ปี 2502 ถึงปี 2510 พระองค์ก็มิได้เสด็จฯ ออกนอกประเทศอีกเลย

ผมจึงได้รู้ว่าตนเองนั้นช่างสังเกตน้อยขนาดไหน หลังจากนั้นได้ยินเพิ่มเติมมาว่า หากมีประเทศใดกราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จฯ ไปเยี่ยมเยือน พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชโอรสหรือพระราชธิดาเสด็จพระราชดำเนินแทน ในทางตรงกันข้าม หากเป็นถิ่นทุรกันดารภายในประเทศ ไม่ว่าลำบากขนาดไหน ท่านก็มีพระราชประสงค์ที่จะไปให้ถึงโดยที่ไม่เคยได้ยินคำอธิบายพระราชประสงค์

เบื้องหลังแนวคิดนี้ ผมได้แต่เห็นข่าวพระราชกรณียกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นในหลวงท่านทรงงานในชนบท พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือแผนที่ อีกข้างถือดินสอ พร้อมกล้องถ่ายรูป บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรในถิ่นทุรกันดาร ตามที่ชาวไทยทุกท่านคงได้เคยเห็นมาแล้วเช่นกัน ทุกครั้งที่เห็นข่าวพระราชกรณียกิจในชนบท ก็มักจะนึกถึงประโยคที่สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบมาดามเติ้งอิ่งเชาว่า พระองค์ “จะไม่เสด็จฯ ออกนอกประเทศ” เสียทุกครั้ง

ช่วงปี 2537 ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอันดับต้นๆ ของโลก ทั่วโลกและประเทศไทยบอกว่าไทยกำลังจะเป็น “นิกส์” อุตสาหกรรมและการค้ากำลังจะพุ่งทะยาน เป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย

ผมก็ยังเห็นพระราชกรณียกิจของในหลวงท่านทรงมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรเรื่อยมา และตรัสกับรัฐบาลให้ดูแลด้านนี้ให้ดี ให้นึกถึงชนบท ให้นึกถึงเกษตรกรโดยตลอด ท่ามกลางกระแสไทยจะเป็นนิกส์ในปีนั้นเอง ผมเห็นข่าวในพระราชสำนักรายงานว่า ในหลวงเสด็จฯ เยือนลาว ผมตื่นเต้นและแปลกใจ เหมือนได้ข้อมูลใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่เคยรู้มา (จะเรียกว่าจับผิดก็ว่าได้) นี่ไง! ในหลวงเสด็จฯ ต่างประเทศแล้ว นั่นทำให้ผมตั้งใจและสนใจปรากฏการณ์นี้

แต่ภาพที่ผมเห็นในข่าวยังคงเป็นภาพที่ไม่ต่างกัน พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางชนบท ท่ามกลางไร่นาในประเทศลาว พระองค์ทรงทำทุกอย่างไม่ต่างกับเมื่อพระองค์อยู่ท่ามกลางชนบทและเกษตรกรไทย

ภาพยังคงฉายถึงพระองค์ซึ่งเท่าที่ผมจำได้ พระองค์ยังทรงงานท่ามกลางไร่นาพร้อมแผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายรูป ผมได้แต่คิดอย่างเงียบๆ อะไรที่ทำให้พระองค์ทรงออกนอกประเทศไทย แม้จะเป็นแค่บ้านใกล้เรือนเคียงเช่นลาวก็เถอะ...

หลังจากนั้นในปี 2540 เศรษฐกิจไทยก็พบกับวิกฤตต้มยำกุ้ง จากประเทศที่จะเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย กลายเป็นประเทศที่เศรษฐกิจแทบพังทลาย หลังจากนั้นไม่นานทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็เป็นที่พูดถึงกันทั้งประเทศ การเชื่อมโยงจุดของแต่ละเหตุการณ์ข้างต้น ซึ่งตั้งแต่ต้นจนจบแล้วเหตุการณ์เกิดห่างกันเกือบ 20 ปี ทำให้ผมนึกอะไรได้หลายอย่าง

ในขณะที่ชาวไทยส่วนหนึ่งตื่นเต้นดีใจกับเศรษฐกิจที่พองโต ตัวเมืองเต็มไปด้วยการลงทุนทางอสังหาริมทรัพย์ ในหลวงท่านทรงยังคงมุ่งมั่นในพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทของไทย

ขณะที่รัฐบาลไทยพุ่งความสนใจไปที่เศรษฐกิจจากการค้า การเงิน และอุตสาหกรรม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวในขณะนั้นกลับสนใจ Knowhow ด้านเกษตรกรรมจากไทย และต้องการศึกษาและเห็นคุณค่าในคำแนะนำจากพระองค์

พระองค์ก็ทรงเผื่อแผ่ทฤษฎีที่ทรงทดสอบแล้วไปให้กับบ้านพี่เมืองน้อง ก็ในเมื่อลาวคือเพื่อนบ้านกัน ใช้แม่น้ำสายเดียวกัน เกษตรกรลาวทำการเกษตรได้ยั่งยืน ก็ย่อมส่งผลดีต่อเกษตรกรฝั่งไทยด้วยเช่นกัน อาจจะเป็นทั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรืออาจจะเป็นด้านการศึกษาวิจัยร่วมกัน และพระองค์น่าจะทรงเห็นความสำคัญหลายๆ ด้าน จึงเสด็จฯ ไปด้วยพระองค์เอง และด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงทำตลอดมาก็เชื่อได้ว่าพระองค์ทรงทุ่มเททุกอย่างเพื่อขจัดความยากไร้ในประเทศไทย และทรงเผื่อแผ่ถึงเพื่อนบ้านได้ด้วยเช่นกัน

ต้องขอเรียนในที่นี้ว่าทั้งหมดผมเชื่อมโยงและคิดเอาเอง เพราะตัวผมเองยังไม่เคยได้ยินคำอธิบายนี้โดยตรงจากสื่อใด ประเด็นเรื่องพระองค์เสด็จฯ เยือนประเทศลาว ยังทำให้ผมนึกถึงคำพูดของขงจื่อที่ว่า วิญญูชนรักษาสัจจะที่เจตนารมณ์ มิใช่สัจจะเล็กน้อย สัจจะนั้นสำคัญจริง แต่สุดท้ายแล้วการกระทำที่ถูกทำนองคลองธรรม สำคัญกว่าสัจจะตายตัวที่ยึดติดกับคำพูด

ในขณะที่จิตเราเพ่งจับแต่ตัวคำพูดว่าพระองค์จะไม่เสด็จฯ ออกนอกประเทศ แต่พระองค์ไม่ได้ติดที่คำพูดนั้น

อย่างไรก็ตาม การเสด็จฯ เยือนลาวครั้งนั้นก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ และเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เสด็จฯ ออกนอกประเทศ (หลังปี 2010)

หลายปีที่ผ่านมาเวลาพูดหรือเขียนถึงท่าน ผมลองถามเพื่อนๆ และหลายครั้งก็มีคนประหลาดใจ เพราะไม่ทันได้สังเกตเรื่องนี้เช่นกัน เราเกิดมาก็เห็นพระองค์ท่านเชื่อมโยงกับแผ่นดินไทยตลอดเวลา

บางทีเราก็ช่างสังเกตน้อยเกินไป (แต่กลับช่างจับผิดมากเกินไป) ผมยังรู้สึกเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดกับเหตุการณ์ก่อนพระองค์เสด็จฯ ไปศึกษาต่อ เมื่อพระองค์ได้ยินเสียงดังมาจากผู้คนที่มาเฝ้าส่งเสด็จ ว่า

“ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน”

พระองค์เคยตรัสถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า อยากร้องบอกเขาลงไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว แล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้” ในวันนี้ผมก็ยังเชื่อเช่นนั้น ว่าพระราชประสงค์ที่จะไม่ละทิ้งประชาชนยังคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่ประชาชนไม่ละทิ้งพระองค์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท